2006/Apr/19

จะไปเยอรมันแล้ว

ระหว่างที่ไม่อยู่ อยากฝากฝัง ทิง ที่กำลังบวชอยู่ด้วยน่ะครับ
http://trigger.exteen.com/20060418/entry

หมั่นไปเยี่ยม ไปใส่บาตร ถวายเครื่องใช้ที่จำเป็น สร้างบุญร่วมกันซักหน่อย พระทิงจะได้ไม่เหงา

แล้วเจอกันอีก 10 กว่าวันข้างหน้านะ


Gow27

2006/Apr/14

ตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ มีการเล่นสงกรานต์ที่ผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตอยู่ 2 ครั้ง

ครั้งแรก คือ สงกรานต์ที่เชียงใหม่ประมาณ 4 ปีก่อน ซึ่งเป็นการปิดถนนรอบคูเมืองแล้วให้ผู้คน ทั้งคนกรุง คนเมือง และนักท่องเที่ยว ต่างมาระดมสาดน้ำใส่กันอย่างสนุกสนาน โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ถ้าใครหลงเข้าไปในถนนนั้น ก็อย่าหวังจะกลับออกมาภายใน 10-20 นาที เพราะจะเจอทั้งปืนฉีดน้ำ ท่อฉีดที่ยิงกันแรงๆ จนเกือบทำให้ตาบอด แล้วก็ปิดฉากด้วยการสวาปามน้ำจากคูเมืองเย็นเฉียบ เพราะมีคนอุตริเอาน้ำแข็งใส่ลงไปในน้ำที่เตรียมไว้ในถังขนาดยักษ์ หอบหิ้วใส่รถไปรอบๆ เมืองแล้วคอยราดใส่ผู้คนที่ผ่านไปมาท่ามกลางแดดเปรี้ยง ทำเอาจับไข้ไปหลายราย แต่ทั้งนี้ ก็เป็นสงกรานต์ที่สนุกกันสุดเหวี่ยงจนไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

ครั้งที่สอง ก็คือ สงกรานต์ในวันนี้ (14 เม.ย. 49) ณ ตรอกข้าวสาร ซึ่งพีท ได้ชวน ผม ข้าวปุ้น ทริฟ ทิง ต้า และเอิร์บ (เพื่อนผม) ไปเล่นกัน

พวกเราไปถึงสถานี BTS อารีย์กันตั้งแต่เที่ยงกว่าๆ แต่พีท (คนนัด) มันมาประมาณเกือบบ่าย 2 เพราะนอนตื่นสาย เมื่อรวมตัวกันได้แล้ว พวกเราก็ไม่รีรอเดินทางไปที่ท่าเรือเกียกกายซึ่งเป็นการเดินทางๆ เรือครั้งแรกของบางคน เช่น ทริฟ ทำให้เราสามารถเลี่ยงรถติดและไปถึงท่าพระอาทิตย์ได้อย่างรวดเร็ว

บรรยากาศของผู้คนที่เล่นกันเต็มถนนนั้นทำให้เกิดความครึกครื้นได้ดี มีเสียงกรี๊ดกร๊าดของความเมามันส์ดังอยู่เป็นระยะ แต่ก็แอบกลัวเหมือนกัน เพราะว่า พีท เตือนให้ระวังพวกกระเทยที่สามารถใช้วิธีอุกอาจ รุมโปะหน้าแล้วใช้จังหวะนั้น จับนู่นจับนี่ ของผู้ชายที่ผ่านไปผ่านมาให้เสียบริสุทธิ์จากน้ำมือของเพศเดียวกันเป็นอันมาก บางคนโดนมันจับ mouth-to-mouth ด้วยซ้ำ

พวกเราเดินไปตามถนนพระอาทิตย์ ซึ่งรูปแบบการเล่นของผู้คนริมทางจะคอยฉีดคนที่เดินผ่านไปมา และถ้าใครเข้าตากรรมการหน่อย ก็จะโดนเพศตรงข้ามเอาดินสอพองมาป้ายหน้า(และแอบลูบแก้มเนียนๆ) ซึ่งสมัยก่อนจะเป็นผู้ชายที่ไล่โปะฝ่ายหญิง แต่ตอนนี้กลายเป็นฝ่ายหญิงเสียมากที่ไล่แปะแก้มฝ่ายชายจึงนับว่าเป็นโชคของพวกผมที่จะได้หาเศษหาเลย... เอ๊ย ได้กำไร กับเขาบ้าง

มีเหมือนกัน ที่เพศเดียวกันแปะหน้าเพศเดียวกัน ... ซึ่งก็ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด แต่ถ้ารู้จักมองโลกในแง่ดี ก็คงเพราะเขาอยากสร้างสัมพันธ์ที่สนุกสนานโดยไม่แบ่งแยกหรือเอาเวลามาคิดแต่เรื่องอย่างว่าล่ะมั้งครับ

ซึ่งพวกเราแอบนัดกันไว้เงียบๆ ว่า "ใครจะเป็นผู้ชายที่เสียความบริสุทธิ์โดนโปะหน้าก่อน" และยังไม่ทันจะขาดคำ พีทก็โดนลูบแก้มจาก เพศที่สาม และสาวไปแล้ว สองสามคน(แหม น่าอิจฉาชิบหาย) จากนั้นพวกเราก็โดนเรียงคิว เอ๊ย... เรียงตัวและมีทิง ที่เสียความเป็นชายเป็นรายสุดท้าย (ซึ่งทิงก็แอบกังวลว่า นี่อาจเกี่ยวพันถึง "เรทติ้ง" ความนิยมของตัวเองที่น้อยสุดก็เป็นได้ 555+)

เมื่อเราเข้าสู่ถนนข้าวสาร ยามก็ให้ทิ้งดินสอพองละลายน้ำ ทำให้หมดโอกาสจะไปลูบแก้มใครต่อใครอีก (พูดเล่นไปงั้น คนน่ารักใสซื่ออย่างพวกเรากล้าไปลูบแก้มใครก่อนเสียที่ไหน) และการเล่นสงกรานต์ก็สมเป็นสงกรานต์มากขึ้น คือเป็นการสาดน้ำอย่างเต็มตัว ทั้งนี้ ก็ไม่วายพ้นเรื่องของการซื้อขวดน้ำเย็นๆ แช่น้ำแข็งมาสาดใส่กัน คนที่มีปืนก็ยิงใส่หน้าใส่ตากัน ซึ่งแถวที่เดินสวนกันต่างก็จะสาดหรือป้ายหน้าของคนที่เดินสวนไปในทิศตรงข้าม เรียกว่า ใครแอบถูกใจใครก็เล่นกับคนที่เดินสวนกันจะๆ นั่นแหละ

แต่สาวๆ ที่น่ารักส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ปักหลักอยู่ริมทางและเป็นคนขายเครื่องดื่มและอุปกรณ์การเล่น เช่น ขันหรือปืนฉีดน้ำเสียมากกว่า ซึ่งจะจับกลุ่มกัน เด็กบางคนก็แต่งเสื้อขาวๆ กางเกงบางๆ มาเล่นน้ำ เห็นทะลุถึงไหนต่อไหน เดินไปเดินมาก็เลือดกำเดากระฉูดซะงั้น ...

ริมถนนส่วนใหญ่จะมีการขายเบียร์และเหล้า บางช่วงมีการปล่อยฟองสบู่เข้าใส่คนเดินด้วย (รู้สึกจะเป็นสบู่ผงซักฟอกนะครับ) รวมทั้งเปิดเพลงเสียงดังให้คนที่เมามันส์ขึ้นไปดิ้นกัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หรือโคโยตี้ ก็ไม่เว้น การจราจรของคลื่นมหาชนแถวนั้นจะแออัดมาก มีการแต๊งอั๋งกันเป็นว่าเล่น (ทั้งจำยอมและสมยอม) ใครสุขภาพไม่อำนวยหรือเตี้ยเกินไประวังจะเป็ยลมเอาง่ายๆ นะครับ


เดินไปซักพักเห็นพีทเจอเกย์กอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่ แล้วร้องว่า "ผมจะไปกับเพื่อนๆๆ"
ส่วนทิงกับเอิร์บก็โดนจับนมซะงั้น (ดีที่ไม่โดนมากกว่านั้น)
ไอ้ทริฟบอกว่า ควรจะถอดเสื้อเดินเสื้อจะได้ไม่เปียก ... สงสัยมันอยากโดนแบบพีทมั่ง


เดินเล่นกันจนลืมเวลา และพวกเราก็เริ่มหิวกัน เลยไปนั่งร้าน "Homemade Pizza" ทั้งที่เปียกๆ แต่ร้านเขาก็ใจดีไม่ถือสา (ใครไม่เปียกก็บ้าแล้วฟ่ะ) สั่ง พิซซ่า กับ กอร์ดอน เบลอร์ (ไก่ชุบขนมปังทอดสอดไส้ชีส แฮม และไส้กรอก) มากินกันอร่อยมากๆ (เป็นร้านที่ข้าวปุ้นแนะนำ) ผมรู้สึกว่ารสชาดของพิซซ่าที่นี่เหมือนรสของประเทศอังกฤษเลย อร่อยสุดๆ น้ำลายไหล

ขากลับ รู้สึกว่าบรรยากาศยามค่ำคืนจะทำให้ทุกคนในบริเวณข้าวสารนั้นคึกคักกันมากขึ้น และพวกเราก็โดนสาดกับถูกป้ายหน้ามอมแมมกันสุดๆ แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ...จนกระทั่งนั่งเรือกลับมา แล้วต่างก็แยกย้ายกันไป

จบ

วันนี้สนุกมากๆ และ
- ขอขอบคุณพีท ที่อุตส่าห์ชวนพวกเราไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ กับชีวิต
-ขอขอบคุณ ทิงทริฟ ต้า และเอิร์บ ที่ได้ร่วมผจญชะตากรรมกับ ปืนฉีดน้ำ ดินสอพอง สาวๆ และเกย์ ด้วยกัน
-ขอขอบคุณ ปุ้นที่อยู่ท่ามกลางชายโฉด แต่ก็มีความเนียนไปได้อย่างสูง และคอยดูแลทุกๆ คนเป็นอย่างดี
- ขอขอบคณ สาวๆ (และหนุ่มๆ) ทุกคน ที่หลงผิดมาป้ายหน้าคนอย่างผมด้วยความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม เหอๆ ขอบคุณน้องคนนึงที่อุตส่าห์มาขยี้แก้มผมแล้วพูดไรไม่รู้ตั้งนาน แต่เราดันเดินเอ๋อๆ ไปซะงั้น

ปล. ผู้หญิงคนไหนคิดจะไปข้าวสาร ก็ควรไปกันเป็นกลุ่มหน่อยนะ ไม่ก็พาเพื่อนผู้ชายที่ไว้ใจได้ไปด้วยก็ดี

Gow27

2006/Apr/10

"คนเราใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดเพื่อหลบเลี่ยงจากความทุกข์ แล้วก็แสวงหาความสุขใส่ตัว"
เป็นประโยคง่ายๆ แต่ก็มีความเป็นจริงสูง


ลองนึกดูสิครับว่า หลังจากที่ใช้ชีวิตประจำวันมาจนเหน็ดเหนื่อย เราเลือกใช้วิธีใดบ้างสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ

แน่นอนว่า 'การพักผ่อน' (Relax) ก็คือการหาความสำราญใจ เพื่อปรับเปลี่ยนอารมณ์จากสิ่งหนักๆ มาเป็นสิ่งเบาๆ
ปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เรียกว่า "ภาระหน้าที่" มาเป็นสิ่งที่ทำสนอง "ความพอใจของตัวเอง" ตามสัญชาติญาณที่หัวใจเรียกร้อง

สำหรับผมซึ่งอยู่ในวัยทำงานน่ะเหรอ การที่ตัวเลขปฏิทินถึงวันศุกร์เร็วๆ หรือการหนีไปเที่ยวเล่นตอนหัวหน้าเผลอได้สำเร็จก็เป็นกำไรชีวิตที่แสนวิเศษณ์ (เป็นนิมิตหมายของการลาออกในเร็ววันสินะ) สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ปิดเทอม ความพอใจของเขาคงเป็นการได้นอนเล่นเกมส์ อ่านการ์ตูน อยู่บ้านสบายๆ โดยไม่ต้องนั่งคิดเรื่อง Ent และเรื่องลงซัมเมอร์ ให้ปวดหัว

การพักผ่อน ขึ้นอยู่กับ "ความสุข" ของแต่ละบุคคล

"ความสุข" ดังกล่าว คือสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ช่องทางสำหรับการหามันใส่ตัว เรียกว่า ความสุขทางประสาทสัมผัสทั้ง6 ได้แก่

ความสุขทางตา-เป็นการเสพสุขทางรูปภาพต่างๆ ที่มีความสวยงาม น่าติดใจ เมื่อดูแล้วเกิดความบันเทิงคลายเครียดได้ เช่น การดูหนัง ดูละคร แอบไปส่องมองหนุ่มหรือสาวน่ารักตามสถานที่ต่างๆไม่เว้นแม้แต่การเดิมชมธรรมชาติอันรื่นรมย์กลางป่าเขา

ความสุขทางหู - เป็นการเสพสุขทางเสียงประเภทต่างๆ ที่มีความไพเราะ ฟังแล้วระรื่นโสต สามารถผ่อนคลายความเครียดเมื่อได้ยิน ไม่ก็ฟังแล้วจิตใจฟองฟู เช่น การฟังเพลง ประโคมดนตรี เพื่อปรับอารมณ์ให้ซาบซึ้ง คึกคะนอง ตื่นเต้นและผ่อนคลายได้ รวมถึงการได้ยินเสียงหวานๆ ของคนรัก และเสียงที่มีคลื่นเสียงและท่วงทำนองตามรสนิยมในการฟัง

ความสุขทางจมูก - เป็นการเสพสุขทางกลิ่นผ่านช่องจมูก ซึ่งย่อมสร้างความพึงใจเมื่อได้สูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้กลิ่นสะอาดยั่วยวนของเพศตรงข้าม รวมถึงกลิ่นอร่อยๆ ของอาหารหลังจากลิ้มรสทางลิ้นแล้ว กลิ่นที่ดีช่วยปลุกอารมณ์ให้มีชีวิตชีวา

ความสุขทางลิ้น - เป็นการเสพสุขทางรสชาดต่างๆ เมื่อได้จับบางสิ่งบางอย่างใส่ปาก แล้วรู้ถึงรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และกระบวนการส่งทอดกลิ่นต่างๆ ผสมคละเคล้ากันไปเพื่อความเอร็ดอร่อยในการกินอาหารโอชะชนิดต่างๆ

ความสุขทางกาย - เป็นการเสพสุขทางรสสัมผัสต่างๆ ผ่านประสาททางร่างกาย เมื่อได้สัมผัสสิ่งอ่อนนุ่ม เย็นสบาย เย้ายวน เช่น การได้นอนเตียงนุ่มๆ ในห้องที่มีอากาศเย็นฉ่ำ การที่มีคนมาบีบนวดตามตัวยามเมื่อยขบย่อมเป็นสภาพที่จินตนาการถึงความสบายได้ไม่ยาก

ความสุขทางใจ - เป็นการเสพสุขทางอารมณ์ที่ปรากฎทางใจในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเรามักรอคอยอารมณ์ที่เป็นผลดีต่อตัวเราเป็นหลัก เช่น การได้ความสบายใจและความสนุกสนานหลังทำกิจกรรมอะไรก็ตาม การได้ยินเสียงชื่นชมสรรเสริญของคนรอบข้าง และการไม่ต้องได้ยินว่ามีใครกำลังนินทาว่าร้าย หรือลดทอนคุณค่าในตัวตนของเราอยู่ ไม่เว้นแม้แต่ความรัก ความสเน่หาหรือความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ก็เข้าข่ายทำให้สดชื่นร่างเริงได้ทั้งนั้น


ความสุขที่ได้จากการเสพ นำมาซึ่งความติดใจ ที่สร้างความพอใจได้ด้วยการ 'กระทบ' โดยตรงต่ออวัยวะและประสาทสัมผัสต่างๆ และเมื่อมันหมดสิ้นไปแล้ว สิ่งที่เหลือคือ "ความทรงจำ" ที่คอยระลึกถึงความสุขในสภาพนั้น และจิตสำนึกที่ยังคอยถวิลหา แอบสั่งการให้เราหาสิ่งเหล่านั้นเสพต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อหน่ายกันไปข้าง ไม่ก็ด้านชาต่อความซ้ำซากจำเจ

เมื่อเสพความสุขแล้ว บางครั้งก็รู้สึกเฉยๆ แต่บางครั้ง ก็รู้สึกหนักขึ้นกว่าเดิม
ผ่อนคลายกาย แต่ ได้ผ่อนคลายจิตใจบ้างหรือยัง ?
มีกี่ครั้งที่เสพความสุข แล้วทำจิตใจให้รู้สึกเบาลง ?

ถ้ายังนึกไม่ออก ลองพิจารณาวิธีพวกนี้ดูไหมครับ ?


1. ลองพักผ่อนจาก "โลภะ" (ความชอบใจ ความคาดหวังรอคอย ความเปรียบเทียบ หรือความอยากได้ใคร่มี อยากเป็นนู่นเป็นนี่)

..... ด้วยความรู้จักพึงพอใจในภาวะที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่
มีความสุขกับความสันโดษเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

..... ด้วยการรู้จักเสียสละสิ่งที่เรามี แก่คนที่เขายังขาดแคลน โดยเฉพาะคนที่กำลังอิจฉาเราชดเชยที่เราเคยไปอิจฉาใคร่ได้ของ (แบบ) คนอื่น ให้เขาได้รับในสิ่งที่เขาขาดแคลน และเราได้เติมเต็มจิตใจด้วยความสุขจากการให้ แทนการรอที่จะเสพเอาอย่างเดียว
..... ให้ขนม ให้ความช่วยเหลือ ให้ความสะดวกสบาย ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ให้น้ำใจ ฯลฯ ได้ทั้งนั้นแหละ

2. ลองพักผ่อนจาก "โทสะ" (ความโกรธ ความรู้สึกขัดเคือง เศร้าใจ วิตกกังวล หรือความไม่ชอบขี้หน้า และความรู้สึกอยากสมน้ำหน้า)

..... ด้วยการมองเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เกิดมาร่วมโลก แล้วต่างคนก็ต่างมีชีวิตจิตใจ ดำเนินชีวิตด้วยการสนองความต้องการของตัวเอง ย่อมมีการกระทบกระทั่งกันมั่งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเขาทำเราแล้ว เราเกิดความโกรธก็เท่ากับเราทำร้ายตัวเองสองต่อ คือ ถูกกระทำล่วงเกินจากอีกฝ่าย แถมยังเผาใจตัวเองด้วยไฟแห่งอารมณ์ที่หงุดหงิดเกรี้ยวกราด ลงไปในวงจรของการชิงเอาแพ้เอาชนะกัน

..... ดังนั้น ถ้าเขาเป็นสุข เราก็คงเป็นสุข เพราะปราศจากการเบียดเบียนต่างคนจึงต่างมีความสบาย เย็นกายเย็นใจ
..... เราจึงควรมองผู้อื่นด้วยความปรารถนาที่จะให้เขาเป็นสุข (เมตตา), ไม่อยากให้เขาตกทุกข์ได้ยาก (กรุณา), ยินดีเมื่อเขาได้ดี (มุฑิตา), และอยู่เฉยๆ ด้วยเหตุอันสมควรเมื่อเราทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ (อุเบกขา)

3. ลองพักผ่อนจาก "โมหะ"(ความไม่รู้ ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความลังเล และความงมงายเห็นผิดพลาด)

..... ด้วยการเฝ้าระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม สะอาด และบริสุทธิ์ คู่ควรแก่การอิ่มเอิบ อันก่อให้เกิดความสงบอันยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย เป็นต้นว่า
เพ่งมองใบ้ไม้สีเขียวขจี เพ่งมองสีขาวนวล เพ่งมองสีนิลขลับ ฯลฯ
เพ่งมองลมที่ไหวกระทบร่างกายแผ่วเบา เพ่งมองลมที่ขับเคลื่อนใบไม้และหมู่เมฆ เพ่งมองเปลวเทียนที่ลุกโชติช่วง เพ่งมองแอ่งน้ำที่นิ่งสนิทปราศจากการกระเพื่อม เพ่งมองผืนดินสี่เหลี่ยมเพ่งมองแสงสว่างที่ลอดผ่านช่องไม้ เพ่งมองลมหายใจเข้า-ออก ที่เป็นจริง ฯลฯ
เฝ้านึกถึงคุณความดีที่เคยทำ ในการสำรวมกายและวาจา ในการเคยสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น ฯลฯ
เฝ้านึกถึงผู้มีพระคุณ เฝ้านึกถึงคนดีที่ควรเคารพบูชา เช่น พระรัตนตรัย พระเจ้า ที่เปี่ยมเมตตา ฯลฯ

..... ด้วยการรู้จักมองเฉพาะแต่ในปัจจุบันกับสภาพที่กำลังปรากฎ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ตรงหน้า จวบจนขณะที่มันดับไปตามสามัญลักษณะของมัน โดยไม่ต้องคิดย้อนกังวลไปกับอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว (และเราเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้)รวมถึงหยุดวิตกถึงอนาคตอันไกลโพ้น ที่ยังมาไม่ถึง (และเป็นผลลัพธ์นัยตรงของปัจจุบันเหตุ)
..... จะเฝ้ากังวลทำไมว่า คนที่เราแอบชอบจะรักเราหรือไม่ ในเมื่อครุ่นคิดจนนอนไม่หลับ กลืนข้าวไม่ลงแล้ว เธอคนนั้นก็ไม่ได้รับรู้และเปลี่ยนแปลงทรรศนะที่มีต่อตัวเรา ไม่ได้รักหรือเกลียดเรากว่าเดิม
..... จะเฝ้ากังวลทำไมว่า จะสอบติดหรือไม่ ในเมื่อนับแต่วางปากกาไปแล้ว ต่อให้เราคิดมากจนไมเกรขึ้นหรือปล่อยทิ้งจนสมองกลวง มันก็ไม่ได้ทำให้เราสอบติดขึ้นมาหรือสอบตกลงไปได้
..... จะเฝ้ากังวลทำไมว่า พรุ่งนี้จะหาอะไรกิน ข้าวคลุกน้ำปลาหรือข้าวเปล่าๆ ในเมื่อเราตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ก็ต้องออกไปทำงานหาตังเพื่อซื้อข้าวที่ว่าอยู่ดี

ในเมื่อเรากำลังทุ่มเทให้ปัจจุบัน ด้วยความมีสติสัมปชัญญะเต็มที่ยิ่งกว่านี้ไม่ได้



พักจาก ความโลภ โกรธ หลง
ถึงไม่ต้อง 'เสพ' ก็สบายใจ

อย่าลืมพักใจกันบ้างนะครับ


ปล. Entry นี้เหมาะกับรูปใน Title พอดีเลย อิอิ

Gow27