Normal

10/11/05 - วันพุธนะ

เพื่งมาสมัครแหละ ตอนแรกตระเวณหาเวบไดอารี่ออนไลน์มาตั้งนาน ที่อยู่ในหัวก็มี Diary Online กับ My Dear Diary ที่เคยเขียนร่วมกับ... เลยเลิกคิดว่าจะใช้เวบฝรั่งแบบเดิมๆ ให้ความรู้สึกเก่าๆ ผุดขึ้นมาหลอกหลอน หันมาใช้เวบของไทยดีกว่า (ไม่งั้นจะมีฝรั่งมารยาทแย่ๆ ชอบเข้ามา comment อะไรกวนๆ - -a) ก็มีคนใน IRC แนะนำเวบนี้มานะ ลูกเล่นเยอะดี ตอนนี้ยังใช้ไม่ค่อยเป็นเลยแหละ

เอาเป็นว่า ผมขอใช้พื้นที่นี้เป็นไดอารี่บันทึกเรื่องราวประจำวันสำหรับคนสองคนนะ คือ ผมนายไกอะ กับน้องโซระ ชื่อก็แผลงๆ มาจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าผืนแผ่นดิน กับท้องฟ้า แต่ในไดอารี่ เราจะแทนตัวเองว่า "หนูนา" กะ "หมูบิน" (ไม่เห็นมันสัมพันธ์กันตรงไหน - -a) ... ส่วนชื่อไดอารี่ก็ "แฮมสเตอร์ไดอารี่" ที่มาก็คงไม่ต้องสงสัยหรอก เพราะพวกเราคลั่งแฮมทาโร่ 5555 ... เอ๊ะ นี่ผมเขียนเผื่อว่าจะมีคนอื่นเข้ามาอ่านด้วยแหละ แต่จริงๆ ต้องการให้เป็นไดอารี่ส่วนตัว อยากเขียน อยากระบาย อยากโวยอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ ถือว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เอาไว้ทำร่วมกันละกัน ไม่ต้องมาเขียนทุกวันก็ได้ เดี๋ยวจะหมดไฟซะก่อน ... ขอแค่ไม่ทิ้งให้ไดอารี่นี้ร้างจนฝุ่นจับก็พอ ^^

ประเดิมข้อความแรก ฝากตัวด้วยนา

หมูบิน

หมายเหตุ Blog นี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว ขอให้เข้าไปติดตามใน Entry นี้ชื่อ "Blog ใหม่กับความทรงจำเก่าๆ ..."

วันที่สองของแฮมสเตอร์ไดอารี่แล้วสินะ ... ก่อนจะเล่าอะไรที่แสนน่าเบื่อของชีวิตผู้เขียนขึ้นมา ก็อยากจะขอท้าวความซักนิดเกี่ยวกับไดอารี่ของพวกเราเพิ่มอีกซักนิดหนึ่งดีกว่า

ที่มาของชื่อแฮมสเตอร์ ไม่ได้มาจากความคลั่งแฮมทาโร่เฉยๆ หรอกครับ จริงๆ แล้วชีวิตประจำวันของผม (นายหมูบิน) และขอถือวิสาสะตอบแทนหนูนาด้วยละกัน :P ก็เกือบจะเหมือนแฮมสเตอร์ในกรงเข้าไปทุกทีเหมือนกัน เนื่องด้วยกิจกรรมต่างๆ ในยามที่ขลุกอยู่บ้านแทบดำเนินไปอย่างเป็น routine หรือเกิดขึ้นซ้ำซาก แถมพวกเราก็มิรู้จักเบื่อซะด้วย - -aตื่นเช้ามาน่ะเหรอ (ถ้าไม่มีธุระ) ก็นอนบิดอยู่ 1-2 ชม. จนตะวันโด่งซะก่อนแล้วค่อยๆ กระดึ๊บๆ ออกมาจากที่นอน ลุกขึ้นมาเชคเมล หรือหาข้อมูล update ของเวบที่เข้าอยู่เป็นประจำ ไปหาไรอร่อยๆ กิน ดูทีวีไปพลางๆ จนเมื่อย จากนั้นก็หาหนังสือชวนง่วงซักเล่ม ล้มตัวบนที่นอนแล้วอ่านไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ไหวก็ปล่อยให้หนังสือครอบหน้าไปนั่นแหละ (เพื่ออะไรฟะ ?!) ตื่นมาก็แดดร่มแล้ว .... ส่วนที่ผมได้ฟังจากหนูนานอกจากเรียนแล้วเขาก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในบ้านอยู่หน้าคอม เล่มเกมส์ เล่นเวบไปพลางๆ (รอเจ้าตัวมายืนยันดีกว่า) ....ฮ่าๆๆๆ พวกเรามาตั้งชมรมคนขี้เกียจกันดีไหม !! ^0^ เพื่อนๆ ก็อย่าเพิ่งเบื่อละกันครับ บางทีหลังจากติดตามไดอารี่นี้ไปเรื่อยๆ อาจเห็นความสุขที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่ายนี้ก็ได้นะ เวลาเครียดอะไรมากๆ ก็นั่งลงแล้วพักให้สบายเถอะครับ ...

ทั้งหมดนี้ก็แค่เกริ่นแหละนะ ยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟัง และคงไม่เรียบเฉยซะขนาดน้านหรอก ว่างๆ ผมก็อาจเอาบทความของตัวเองที่ "พยายาม" จะมีสาระมาลงบ้างก็ได้ เหอๆ เอาไว้ในโอกาสต่อๆ ไปดีกว่าครับ ... เอ เขียนไปชักเริ่มงง ตกลงเราเขียนให้หนูนาอ่าน หรือว่าเขียนให้คนอื่นอ่านกันแน่ - -a

ปล.ถึงหนูนา ... วันนี้ผมรู้ความหมายของ Sarang Heyo แล้วล่ะ หึหึ ... มันแปลว่า ไอ้บ้ากาม สินะ (จริงเร้อ ?) ใครที่เชี่ยวภาษาเกาหลี ช่วยสงเคราะห์ที ><

หมูบิน

อยากเขียนทบต้นของวันที่ข้ามไปเสียก่อน เพราะอย่างน้อยมันก็มีเหตุการณ์ที่อยากให้ใครซักคนอ่าน ...

เช้าวันศุกร์ที่ 12 ฉันตื่นมาแต่เช้าตรู่ราวๆ ซัก 9 โมงได้มั้ง นั่นนับว่ามันรุ่งอรุณสำหรับฉันมากแล้วน่ะ สำหรับคนที่กว่าจะข่มตาหลับลงก็ได้เกือบตี 4 ทุกวัน ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพทางกายและใจที่ฉันประสบมาอยู่พักใหญ่จนกลายเป็นวิถีชีวิตประวันไปแล้ว แต่วันนี้มันแตกต่าง แทนที่จะรอจนตะวันส่องก้น แต่ฉันกลับลุกขึ้นมาด้วยความมึนงัวสุดขีดด้วยตนเอง ครั้นจะหลับต่อไปก็ใช่ที่ เพราะความง่วงมันหมดไปแล้ว เหลือแต่ความโสลเสลเท่านั้น ... ใช่แล้ว วันนี้ฉันมีเดทนี่นา !

แต่ที่ลุกพรวดขึ้นมาก่อนนี่ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นจากการเดทหรอกนะ เป็นความฝันตะหาก เมื่อคืนฉันฝันว่า คนที่ฉันเฝ้าคิดถึงมาตลอด (แน่นอน ในนามแฝงเขาเป็นสัตว์และในชีวิตจริง เขาเป็นเหมือนท้องฟ้าของฉัน ...) กำลังจะประชดชีวิตให้ฉันต้องรับรู้อีกแล้ว แม้กระนั้นในความฝัน (ขณะครึ่งหลับครึ่งตื่น) เราก็นั่งคุยกันอย่างมีความสุข แถมลางสังหรณ์ของฉันก็มักจะแม่นด้วยสิ ...

ฉันออกมานอกห้องนอน ปิดไฟแล้วก็ปิดแอร์ ฉันหลับไปทั้งที่ไฟยังเปิดอยู่ด้วยซ้ำซึ่งก็ไม่แปลก เพราะฉันนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งถึง 6 โมงเช้า ซึ่งนานกว่าทุกวัน จนควรจะเปลี่ยนฉายาเป็น "หมูนกฮูก" มากกว่าหมูบินนะ ... ว่าแล้วก็เปิดตู้เย็นคว้าขวดนมพร่องมันเนยมาดื่มอึกใหญ่ ซึ่งแก้อาการปวดท้องโรคกระเพาะได้ชะงักนักแล ฉันเดินดุ่มๆ ไปข้างล่างตรงไปที่เครื่องวิ่งอยู่กับที่หวังจะออกกำลังเรียกเหงื่อให้หายแฮงค์ในเวลาเช้าๆ อย่างนี้ แดดค่อนข้างร้อนและอากาศถือว่าอบมากๆ ใน กทม. ช่วงเดือนพฤศจิกายนซึ่งเริ่มเข้าฤดูหนาวแล้ว แต่กลับร้อนตับแตกขึ้นราวกับวิกฤติดินฟ้าอากาศ ... ฉันเดินเร็วๆ กึ่งวิ่งอยู่ 25 นาที ผลาญไปได้ประมาณ 200 แคลลอรี่ซึ่งไม่แน่ใจว่ามันเยอะหรือเปล่ากับการเรียกความสดชื่นแต่ละครั้ง แต่มันถือว่าเยอะมากสำหรับฉันแล้ว (วิ่งกับที่มันน่าเบื่อจะตายชัก) ปกติเวลาเช้าฉันจะนั่งอุดอู้อยู่บนบ้าน อ่านหนังสือพิมพ์หรือหาอะไรกิน นั่งคุยกับแม่ไปพลางๆ (ในเมื่อตอนนี้ยังหางานไม่ได้นิ) แต่วันนี้โปรแกรมเปลี่ยนนิดหน่อย เลยต้องทำสมองกระฉับกระเฉงเร็วที่สุดซึ่งการเคลื่อนไหวร่างกายเยอะๆ ก็เหมาะสม ...

กลับไปที่เรื่องเดทต่อดีกว่า ... ฉันรีบอาบน้ำแต่งตัว ด้วยชุดสไตล์ที่ไม่ชอบใส่ คือเสื้อยืดและยีนส์ตัวโคร่งๆ ตัวนึง ข้างในใส่เสื้อบางๆ ไว้อีกชั้นเพื่อซับเหงื่อ เพราะฉันเป็นคนเหงื่อแตกง่ายมาก ปกติเวลาไปเที่ยวกับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน ภาพพจน์ไม่ต้องแคร์ ก็จะหยิบเอาเสื้อเชิ้ตเก่าๆ เละๆ ตัวเก่ง ดูจะคล่องตัวกว่าเยอะ ทำให้แม่บ่นทุกครั้งว่า "ใส่แต่ตัวเดิมอยู่นั่นแหละ สาวๆ ที่ไหนจะแล" ... เมื่อฉันเตรียม VCD การ์ตูนเรื่อง Berserk พร้อมแล้ว ก็ออกจากบ้านไปสยามด้วยรถไฟฟ้า เพราะเวลาเริ่มกระชั้นแถมรถก็ติดสุดๆ ในบ่ายวันศุกร์ ... รู้ไหมว่าฉันแว่บอะไรขึ้นมา ... ฉันนึกถึงเธอคนสำคัญในใจฉันว่าป่านนี้เขาจะคิดมากเรื่องฉันจนฟุ้งซ่านอะไรๆ รึเปล่า แต่นั่นสินะ ถ้าไปถามตรงๆ หนูนาก็คงจะบอกว่า "มันเป็นสิทธิของพี่นี่" ฮะๆ มันก็จริง แต่นึกว่าใจฉันมีความสุขในสิทธินี้งั้นเหรอ มันกลายเป็นช่องโหว่ของความสัมพันธ์ที่เอาไว้อ้างได้ราวกับท่าไม้ตายพิฆาตให้ประเด็นสนทนาจบลงทันที ... แปลกดี คนมีความรัก ทำไมถึงวิ่งหาพันธะและปมยากๆ แทนอิสรภาพที่โล่งสบายนะ ...

เดท แปลว่า "เที่ยว" ดังนั้นคงไม่มีอะไรต้องอุปโลกให้ไกลเกินสภาพความเป็นจริง ฉันมาถึงสยามภายใน 15 นาที ขณะนั้น 11.40 เลยเวลานัดไป 10 นาทีแล้ว ถึงตีนสถานีก็โดดขึ้นแท็กซี่บึ่งไปหน้า รร. เตรียมอุดมฯ ... เล่านิดนึงดีกว่า คู่เดทของฉันเป็นน้องที่อายุน้อยกว่าหลายปีพอควร แต่เรารู้จักกันในเวบประจำมานาน 3 ปีกว่าล่ะ แต่กระนั้นปัจจุบันความสัมพันธ์ของเราออกจะเป็นไปในแง่เพื่อนมากกว่าเป็นพี่น้อง เขาเป็นคนที่นิสัยดีแล้วฉันก็ชอบเขามากๆ ในหลายๆ ด้านส่วนชื่อขอเก็บเป็นความลับของทางราชการละกัน เพื่อเสถียรภาพของน้องเขา ^^ จุดประสงค์ของการนัดครั้งนี้เพราะเขารู้สึกเซ็งๆ ช้ำใจหลังการ Ent... ฉันไปยืนรออยู่หน้า รร. ซึ่งเป็นสถานที่นัดหมาย มีเด็กมัธยมน่ารักๆ กรูกันออกมาเพียบ และบริเวณข้างหน้านั้น ก็มีชายหนุ่มหลายคนยืนชะเง้อมอง หรือโทรศัพท์รอสาวๆ บางคนในกลุ่มนั้น ซึ่งอาจเป็นแฟนของตัวเอง น่าอิจฉา... (แต่ไม่ใช่ฉัน เพราะฉันไม่มีแฟน คึคึ :P) น้องเขาออกมาช้ากว่าที่นัด 10 นาที จนเกือบจะเที่ยงแล้ว สีหน้าของเขาดูเซียวๆ ไปมาก เขาผอมลงกว่าเดิม (ดูตัวหดลงกว่าเดิม) และมีร่องรอยแห่งความไม่สบายใจเก็บซ่อนอยู่ เขาทักผมยิ้มๆ แล้วเราก็ขึ้นแท็กซี่ไปกินข้าวกัน (เวลาไม่คอยท่า ... เราต้องไปดูหนังกัน 13.40 น.)

เธอค่อนข้างเงียบลงไปจากเดิมมาก พอคุยเรื่อง Ent ก็ทำสีหน้าเครียดๆ ฉันเลยยุติการสนทนาเรื่องการเรียนไว้เท่านี้ดีกว่า ด้วยความอยากให้เขาสบายใจขึ้น แต่ฉันก็ไม่ใช่คนที่คุยเก่งเสียด้วยสิโดยเฉพาะในเวลาที่อีกฝ่ายต้องการ หรือมีโจทย์ที่ต้องหาอะไรพูด "เพื่อให้คนสบายใจ" ฉันมักไม่เป็นตัวของตัวเองและทำไม่สำเร็จ ... เราไปกินร้านบุฟเฟ่เนื้อย่างในย่านญี่ปุ่นกัน เธอก็ค่อยๆ พูดคุยมากขึ้นทำให้อาหารพร่องไปเร็วขึ้นด้วย เธอถือว่าเป็นคนกินเยอะตรงข้ามกับรูปร่างที่เห็น เรากินกันอยู่นานจนรู้ตัวอีกทีเวลาก็บ่ายสี่สิบแล้ว ต้องรีบเผ่นไปดูหนัง ซึ่งก็ไปที่ SF มาบุญครองแล้วเข้าเลทไปกว่ายี่สิบนาที หนังที่เลือกก็โรแมนติกมากๆๆๆ เรื่อง S.A.W. ใครที่นึกไม่ออกก็คงคุ้นๆ กับโปสเตอร์หนังที่เป็นรูปเศษเน่าๆ ของแขน-ขา มนุษย์ออกสินะ ถึงจะเข้าช้าแต่ติดตามซักนิดเราก็ต่อเรื่องติด ผิดกับตอนดูหนังกับ "เธอ" คนนั้นที่ขนาดดูหนังเบาสมองอย่าง Anaconda ตั้งแต่ต้นก็ยังดูไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆ (สำหรับท่านผู้อ่าน ฉันเชื่อว่าซักวันคุณๆ คงทราบว่า "เธอ" คนนั้นคือใคร)

หนังเป็นไปในสไตล์โรคจิตหน่อยๆ แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะแนวสยองขวัญหรือซาดิสต์ sm เป็นแนวโปรดของผมอยู่แล้ว ระหว่างดูน้องเขาก็จะบิดไปบิดมาตามสไตล์ บางทีก็ไปพิงที่วางแขนอีกด้าน และไม่ยอมนั่งพิงเบาะให้สบายๆ ไม่ใช่ว่าเขาจะกลัวหรืออะไรหรอกนะ (เขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะใจแข็งและนิ่งมากในเรื่องแบบนี้) แต่มันติดทรงผมของเขาที่ฟูมากๆ ทางด้านหลัง ^^! การเฝ้าสังเกตผู้ชมก็เป็นความสนุกอีกประการของฉันเวลาดูหนัง ฉันหันไปดูคนแถวหลังที่หลายๆ คนจะยกผ้ามาปิดหน้า เหลือบคนข้างๆ ที่กำลังเกาะแขนแฟน เกร็งเต็มที่เวลาจะมีฉากตระตุกขวัญโผล่ออกมา และในที่สุดน้องเขาก็ยอมรับว่า ฉากมืดๆ นี่เขาก็กลัวเหมือนกัน (ขณะพูดด้วยเสียงหัวเราะ) ฉากถูกปาดคอหรือเลื่อยขาตัวเองที่คนอื่นครางด้วยความสยอง แต่น้องเขาก็ยังทำเสียงตื่นเต้นแบบอารมณ์ดี ให้ตายสิ ... ฉันอยากเห็นท่าทางตอนตกใจ กลัว หรือเขินของเขาเหลือเกิน ฮ่าๆๆ ^^!

หนังจบแล้ว ... แหม นึกว่าจะโหดแบบจะๆ ถึงเลือดถึงเนื้อกว่านี้ซะอีก ผมว่าเรื่อง Texas Chainsaw ยังสนุกและกดดันกว่าเรื่องนี้เลย เนื่องจากเวลายังไม่เย็นมากนัก ก่อนกลับเราเลยไปนั่งที่ Swensen กินไอติมคุยกันไปพลางๆ เขาก็ยังไม่ค่อยเปิดใจเล่าเรื่องราวในชีวิตให้ฟังเหมือนเดิม แต่เป็นฝ่ายฉันที่ต้องขุดเรื่องราวในชีวิตไปเล่าให้เค้า จนกระทั่ง 5 โมงเย็นเขาก็ต้องขอตัวไปเรียนพิเศษเปียโน เราเลยขึ้นรถไฟฟ้ากลับทางเดียวกันแต่ฉันลงก่อน โดยเขาก็บอกๆ ไว้ว่าอยากดูเรื่อง Bridget Jones Diary (ซึ่งเป็นหนังแนวที่ฉันไม่ชอบ แต่ฉันก็อยากดูกับเขา) ฉันลงที่สถานี่อารีย์ซึ่งเป็นทำเลใกล้บ้านที่สุด โดยทิ้งท้ายไว้ว่า "ไม่ต้องเครียดมากหรอกนะ" ลางสังหรณ์ของฉันรู้สึกว่าเขาต้อง Ent ติดในคณะที่ต้องการ (อาจไม่ใช่อันดับ1)แน่ๆ ในเมื่อเราพยายามจนสุดความสามารถแล้ว แม้จะพลาดหวังไปบ้างมันก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรือตำหนิตนเอง ขณะนั้นฉันก็ยังไม่อยากตรงกลับบ้านเลยหรอกนะ อยากจะไปหาเพื่อนนั่งบ่นและดื่มกันไปด้วยกับเรื่องเดิมๆ หรือมันจะพาฉันไปตระเวณที่ไหนก็ได้ ... แต่เพื่อนทุกคนก็มีธุระ ไม่ได้มีเวลาว่างให้ฉันกันทุกวัน ก็ดีนะ ... ไม่งั้นก็กลัวว่าซักวันนึงมันคงรำคาญฉันกันหมดแน่ๆ เพื่อนซี้คนนึงของฉันต้องไปงานแต่งงานเพื่อนรุ่นเดียวกัน (เป็นหญิงอายุ 23 ก็แต่งซะแล้ว) ฉันเลยได้แต่กลับมาตายรัง (บ้านสุดที่รักไง - -a)

รู้ไหม ... ในหัวฉันขณะนั่งรถ (เวลาหกโมงนิดๆ) มันว่างเปล่าขาวโพลน ... ภาพที่ "เธอ" คนของฉันทำอะไร (มีสติหรือไม่ก็ตาม)มันผุดขึ้นมาซ้ำซากตอกย้ำจิตใจที่อ่อนแอของฉันขณะนั้นมันเป็นเหมือนเซนส์พิเศษ แต่ก็นั่นสิ มันเป็นสิทธิของเธอ เป็นชีวิตของเธอเหมือนกับที่ฉันมีสิทธิไปเดทวันนี้ (แน่นอน ฉันโคตรเกลียดเลยไอ้คำว่าสิทธิ เนี่ย) ... แต่ฉันเชื่อว่าเธอรู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็นแค่การเที่ยวกันธรรมดา !

ฉันกลับถึงบ้านก็ทิ้งตัวลงนอนฟุบบนเตียง ปวดไปหมดทั้งตัว หัวด้วย มันตึงๆ หวิวๆ พิกล ... แต่นอนไม่ได้ มี vcd เรื่อง The Exorsist ที่ฉันต้องคืนร้านเช่าคืนนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้แตะเลย ก็เลยจำใจฝืนดูให้จบ จากนั้นก็หลับคาห้องดูหนังไปโดยไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกทีก็เพราะคนมาปลุกให้กินข้าวได้แล้ว ขณะนั้นเวลา 5 ทุ่มเศษๆ ฉันปวดหัวมากจริงๆ เลยเดินไปอาบน้ำแล้วแม่ที่เห็นสีหน้าไม่ค่อยดีก็มาจับหัวแล้วก็บอกว่าฉันไข้ขึ้น ... ก่อนนอนฉันอยากพบเธอคนนั้นแม้เพียงซักเล็กน้อยก็ยังดี เพราะถ้าฉันไม่ออน msn เข้าไป เธอคนนั้นคงจะรู้สึกไม่ดีแน่ๆ ที่ฉันไปเดทแล้วแกล้งทำเป็นหายหัวไม่ออนไปวันนึงเต็มๆ.... และคงไม่ใช่วิสัยของฉัน.... ฉันออนmsn ปุ๊บชื่อของเธอก็เด้งออกมา อยู่ในสถานะ busy ซึ่งเป็นสถานะปกติยามเธอเล่นเกมส์ติดพัน ฉันกดทักเธอไป เธอยังไม่ได้ตอบกลับมา (คงเล่นเกมส์อยู่จริงๆ) ระหว่างรอเธอ ฉันก็กดดูอะไรไปเรื่อยๆ จนถึงชื่อเธอ .......

"ไร้สติอีกแล้ว" เป็นคำที่ติดตาฉัน .... ตกลงลางสังหรณ์ฉันมันถูกสินะ .... ฉันรู้สึกหมดแรง หมดกำลังใจ ได้แต่ท่องว่า ก็นะ มันก็เป็นสิทธิของเธอ (อีกแล้ว) พักหลังฉันเริ่มจะด้านชาขึ้นมาจริงๆ ด้วย มันไม่ได้เสียใจหนักหนาแบบหนแรกๆ แต่มันก็ทำให้ฉันฝืนออนต่อไม่ไหว ตาเริ่มลาย หัวก็ปวดอีกครั้ง ฉันเลยทิ้งคำลาไปนอน แล้วก็ offline ไป... แต่พระเจ้า ฉันนอนไม่หลับ ! ให้ตายเถอะ ฉันได้ sms จากเธอมาช่วงดึก แล้วก็ตามคาด ถึงจะไม่สบายแค่ไหนเหลือบตาไปอีกทีที่นาฬิกา มันก็ตีสี่ครึ่งซะแล้ว ..... จากนั้นสติก็เริ่มลางเลือน ฉันหลับไปทั้งที่ไฟเปิดสว่างโร่ถึงสายๆ ของวันนี้ (เสาร์)

เริ่มจะนึกภาพชีวิตของหมูนกฮูกออกบ้างรึยังครับ ?

ก่อนจบไดอารี่ของเมื่อวาน ฉันอยากบอกลอยๆ ละกันว่า ความไร้สติ ไม่ได้กระทบแค่ตัวเองหรอกนะ ตอนเธออยู่ในภวังค์เธอก็คงลืมสิ้นทุกอย่าง ... แต่ก็นั่นสิ มันไม่ใช่กงการอะไรของฉันนี่นา ... (สิทธิของเธอ .......... อีกแล้ว ฮะๆ)

ยังไงก็ตาม ขอขอบคุณน้องที่ไปเที่ยวกับผมในวันนี้ด้วยละกันนะ มันทำให้ผมมีคนอื่นสลับในใจบ้าง ถึงจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ และอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับน้องก็ตาม :)

Gaia (หมูบิน)