2006/Apr/10

"คนเราใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดเพื่อหลบเลี่ยงจากความทุกข์ แล้วก็แสวงหาความสุขใส่ตัว"
เป็นประโยคง่ายๆ แต่ก็มีความเป็นจริงสูง


ลองนึกดูสิครับว่า หลังจากที่ใช้ชีวิตประจำวันมาจนเหน็ดเหนื่อย เราเลือกใช้วิธีใดบ้างสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ

แน่นอนว่า 'การพักผ่อน' (Relax) ก็คือการหาความสำราญใจ เพื่อปรับเปลี่ยนอารมณ์จากสิ่งหนักๆ มาเป็นสิ่งเบาๆ
ปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เรียกว่า "ภาระหน้าที่" มาเป็นสิ่งที่ทำสนอง "ความพอใจของตัวเอง" ตามสัญชาติญาณที่หัวใจเรียกร้อง

สำหรับผมซึ่งอยู่ในวัยทำงานน่ะเหรอ การที่ตัวเลขปฏิทินถึงวันศุกร์เร็วๆ หรือการหนีไปเที่ยวเล่นตอนหัวหน้าเผลอได้สำเร็จก็เป็นกำไรชีวิตที่แสนวิเศษณ์ (เป็นนิมิตหมายของการลาออกในเร็ววันสินะ) สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ปิดเทอม ความพอใจของเขาคงเป็นการได้นอนเล่นเกมส์ อ่านการ์ตูน อยู่บ้านสบายๆ โดยไม่ต้องนั่งคิดเรื่อง Ent และเรื่องลงซัมเมอร์ ให้ปวดหัว

การพักผ่อน ขึ้นอยู่กับ "ความสุข" ของแต่ละบุคคล

"ความสุข" ดังกล่าว คือสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ช่องทางสำหรับการหามันใส่ตัว เรียกว่า ความสุขทางประสาทสัมผัสทั้ง6 ได้แก่

ความสุขทางตา-เป็นการเสพสุขทางรูปภาพต่างๆ ที่มีความสวยงาม น่าติดใจ เมื่อดูแล้วเกิดความบันเทิงคลายเครียดได้ เช่น การดูหนัง ดูละคร แอบไปส่องมองหนุ่มหรือสาวน่ารักตามสถานที่ต่างๆไม่เว้นแม้แต่การเดิมชมธรรมชาติอันรื่นรมย์กลางป่าเขา

ความสุขทางหู - เป็นการเสพสุขทางเสียงประเภทต่างๆ ที่มีความไพเราะ ฟังแล้วระรื่นโสต สามารถผ่อนคลายความเครียดเมื่อได้ยิน ไม่ก็ฟังแล้วจิตใจฟองฟู เช่น การฟังเพลง ประโคมดนตรี เพื่อปรับอารมณ์ให้ซาบซึ้ง คึกคะนอง ตื่นเต้นและผ่อนคลายได้ รวมถึงการได้ยินเสียงหวานๆ ของคนรัก และเสียงที่มีคลื่นเสียงและท่วงทำนองตามรสนิยมในการฟัง

ความสุขทางจมูก - เป็นการเสพสุขทางกลิ่นผ่านช่องจมูก ซึ่งย่อมสร้างความพึงใจเมื่อได้สูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้กลิ่นสะอาดยั่วยวนของเพศตรงข้าม รวมถึงกลิ่นอร่อยๆ ของอาหารหลังจากลิ้มรสทางลิ้นแล้ว กลิ่นที่ดีช่วยปลุกอารมณ์ให้มีชีวิตชีวา

ความสุขทางลิ้น - เป็นการเสพสุขทางรสชาดต่างๆ เมื่อได้จับบางสิ่งบางอย่างใส่ปาก แล้วรู้ถึงรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และกระบวนการส่งทอดกลิ่นต่างๆ ผสมคละเคล้ากันไปเพื่อความเอร็ดอร่อยในการกินอาหารโอชะชนิดต่างๆ

ความสุขทางกาย - เป็นการเสพสุขทางรสสัมผัสต่างๆ ผ่านประสาททางร่างกาย เมื่อได้สัมผัสสิ่งอ่อนนุ่ม เย็นสบาย เย้ายวน เช่น การได้นอนเตียงนุ่มๆ ในห้องที่มีอากาศเย็นฉ่ำ การที่มีคนมาบีบนวดตามตัวยามเมื่อยขบย่อมเป็นสภาพที่จินตนาการถึงความสบายได้ไม่ยาก

ความสุขทางใจ - เป็นการเสพสุขทางอารมณ์ที่ปรากฎทางใจในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเรามักรอคอยอารมณ์ที่เป็นผลดีต่อตัวเราเป็นหลัก เช่น การได้ความสบายใจและความสนุกสนานหลังทำกิจกรรมอะไรก็ตาม การได้ยินเสียงชื่นชมสรรเสริญของคนรอบข้าง และการไม่ต้องได้ยินว่ามีใครกำลังนินทาว่าร้าย หรือลดทอนคุณค่าในตัวตนของเราอยู่ ไม่เว้นแม้แต่ความรัก ความสเน่หาหรือความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ก็เข้าข่ายทำให้สดชื่นร่างเริงได้ทั้งนั้น


ความสุขที่ได้จากการเสพ นำมาซึ่งความติดใจ ที่สร้างความพอใจได้ด้วยการ 'กระทบ' โดยตรงต่ออวัยวะและประสาทสัมผัสต่างๆ และเมื่อมันหมดสิ้นไปแล้ว สิ่งที่เหลือคือ "ความทรงจำ" ที่คอยระลึกถึงความสุขในสภาพนั้น และจิตสำนึกที่ยังคอยถวิลหา แอบสั่งการให้เราหาสิ่งเหล่านั้นเสพต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อหน่ายกันไปข้าง ไม่ก็ด้านชาต่อความซ้ำซากจำเจ

เมื่อเสพความสุขแล้ว บางครั้งก็รู้สึกเฉยๆ แต่บางครั้ง ก็รู้สึกหนักขึ้นกว่าเดิม
ผ่อนคลายกาย แต่ ได้ผ่อนคลายจิตใจบ้างหรือยัง ?
มีกี่ครั้งที่เสพความสุข แล้วทำจิตใจให้รู้สึกเบาลง ?

ถ้ายังนึกไม่ออก ลองพิจารณาวิธีพวกนี้ดูไหมครับ ?


1. ลองพักผ่อนจาก "โลภะ" (ความชอบใจ ความคาดหวังรอคอย ความเปรียบเทียบ หรือความอยากได้ใคร่มี อยากเป็นนู่นเป็นนี่)

..... ด้วยความรู้จักพึงพอใจในภาวะที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่
มีความสุขกับความสันโดษเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

..... ด้วยการรู้จักเสียสละสิ่งที่เรามี แก่คนที่เขายังขาดแคลน โดยเฉพาะคนที่กำลังอิจฉาเราชดเชยที่เราเคยไปอิจฉาใคร่ได้ของ (แบบ) คนอื่น ให้เขาได้รับในสิ่งที่เขาขาดแคลน และเราได้เติมเต็มจิตใจด้วยความสุขจากการให้ แทนการรอที่จะเสพเอาอย่างเดียว
..... ให้ขนม ให้ความช่วยเหลือ ให้ความสะดวกสบาย ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ให้น้ำใจ ฯลฯ ได้ทั้งนั้นแหละ

2. ลองพักผ่อนจาก "โทสะ" (ความโกรธ ความรู้สึกขัดเคือง เศร้าใจ วิตกกังวล หรือความไม่ชอบขี้หน้า และความรู้สึกอยากสมน้ำหน้า)

..... ด้วยการมองเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เกิดมาร่วมโลก แล้วต่างคนก็ต่างมีชีวิตจิตใจ ดำเนินชีวิตด้วยการสนองความต้องการของตัวเอง ย่อมมีการกระทบกระทั่งกันมั่งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเขาทำเราแล้ว เราเกิดความโกรธก็เท่ากับเราทำร้ายตัวเองสองต่อ คือ ถูกกระทำล่วงเกินจากอีกฝ่าย แถมยังเผาใจตัวเองด้วยไฟแห่งอารมณ์ที่หงุดหงิดเกรี้ยวกราด ลงไปในวงจรของการชิงเอาแพ้เอาชนะกัน

..... ดังนั้น ถ้าเขาเป็นสุข เราก็คงเป็นสุข เพราะปราศจากการเบียดเบียนต่างคนจึงต่างมีความสบาย เย็นกายเย็นใจ
..... เราจึงควรมองผู้อื่นด้วยความปรารถนาที่จะให้เขาเป็นสุข (เมตตา), ไม่อยากให้เขาตกทุกข์ได้ยาก (กรุณา), ยินดีเมื่อเขาได้ดี (มุฑิตา), และอยู่เฉยๆ ด้วยเหตุอันสมควรเมื่อเราทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ (อุเบกขา)

3. ลองพักผ่อนจาก "โมหะ"(ความไม่รู้ ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความลังเล และความงมงายเห็นผิดพลาด)

..... ด้วยการเฝ้าระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม สะอาด และบริสุทธิ์ คู่ควรแก่การอิ่มเอิบ อันก่อให้เกิดความสงบอันยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย เป็นต้นว่า
เพ่งมองใบ้ไม้สีเขียวขจี เพ่งมองสีขาวนวล เพ่งมองสีนิลขลับ ฯลฯ
เพ่งมองลมที่ไหวกระทบร่างกายแผ่วเบา เพ่งมองลมที่ขับเคลื่อนใบไม้และหมู่เมฆ เพ่งมองเปลวเทียนที่ลุกโชติช่วง เพ่งมองแอ่งน้ำที่นิ่งสนิทปราศจากการกระเพื่อม เพ่งมองผืนดินสี่เหลี่ยมเพ่งมองแสงสว่างที่ลอดผ่านช่องไม้ เพ่งมองลมหายใจเข้า-ออก ที่เป็นจริง ฯลฯ
เฝ้านึกถึงคุณความดีที่เคยทำ ในการสำรวมกายและวาจา ในการเคยสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น ฯลฯ
เฝ้านึกถึงผู้มีพระคุณ เฝ้านึกถึงคนดีที่ควรเคารพบูชา เช่น พระรัตนตรัย พระเจ้า ที่เปี่ยมเมตตา ฯลฯ

..... ด้วยการรู้จักมองเฉพาะแต่ในปัจจุบันกับสภาพที่กำลังปรากฎ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ตรงหน้า จวบจนขณะที่มันดับไปตามสามัญลักษณะของมัน โดยไม่ต้องคิดย้อนกังวลไปกับอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว (และเราเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้)รวมถึงหยุดวิตกถึงอนาคตอันไกลโพ้น ที่ยังมาไม่ถึง (และเป็นผลลัพธ์นัยตรงของปัจจุบันเหตุ)
..... จะเฝ้ากังวลทำไมว่า คนที่เราแอบชอบจะรักเราหรือไม่ ในเมื่อครุ่นคิดจนนอนไม่หลับ กลืนข้าวไม่ลงแล้ว เธอคนนั้นก็ไม่ได้รับรู้และเปลี่ยนแปลงทรรศนะที่มีต่อตัวเรา ไม่ได้รักหรือเกลียดเรากว่าเดิม
..... จะเฝ้ากังวลทำไมว่า จะสอบติดหรือไม่ ในเมื่อนับแต่วางปากกาไปแล้ว ต่อให้เราคิดมากจนไมเกรขึ้นหรือปล่อยทิ้งจนสมองกลวง มันก็ไม่ได้ทำให้เราสอบติดขึ้นมาหรือสอบตกลงไปได้
..... จะเฝ้ากังวลทำไมว่า พรุ่งนี้จะหาอะไรกิน ข้าวคลุกน้ำปลาหรือข้าวเปล่าๆ ในเมื่อเราตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ก็ต้องออกไปทำงานหาตังเพื่อซื้อข้าวที่ว่าอยู่ดี

ในเมื่อเรากำลังทุ่มเทให้ปัจจุบัน ด้วยความมีสติสัมปชัญญะเต็มที่ยิ่งกว่านี้ไม่ได้



พักจาก ความโลภ โกรธ หลง
ถึงไม่ต้อง 'เสพ' ก็สบายใจ

อย่าลืมพักใจกันบ้างนะครับ


ปล. Entry นี้เหมาะกับรูปใน Title พอดีเลย อิอิ

Gow27

Comment

Comment:

Tweet


Would you like to get resume company (marvelousresume.com), which fit the range of research you wish?. You can trust our resume writers, as you rely on yourself. Thanks because that’s the useful knowledge
#39 by resume writers (103.7.57.18|91.201.64.16) At 2013-02-13 00:52,
Some people search for the dissertation thesis just about this topic. When they know about your supreme fact, they would credibly purchase the <a href="http://topthesis.com">thesis writing</a>.
#38 by PATRICEGutierrez31 (103.7.57.18|31.184.238.21) At 2012-06-19 13:10,
sysdesky izsbmnyg hgepdtbj
#37 by ujbVTykL (94.102.49.213) At 2009-08-15 01:24,
qlxhlkjp ujoofkkq btwkyyij
#36 by tWhJVOMJMN (94.102.49.213) At 2009-08-14 23:59,
ysamndal zuabepsh uwbgwssw
#35 by GBcXnTZUDl (94.102.49.213) At 2009-08-14 22:32,
kcljerao epicoecr jxpclwyd
#34 by XxsbGbpgamYEi (94.102.49.213) At 2009-08-14 21:06,
jictxnwa dvtlubsa ddipofnf
#33 by XFRKSSyAuAf (94.102.49.213) At 2009-08-14 19:38,
horszdpk qmpqbygg mfrnckba
#32 by KJEygbbLZJMcIsX (94.102.49.213) At 2009-08-14 18:11,
eybyhtif cosndacm nbwlymmy
#31 by zcKuOjodCVZRlMHX (94.102.49.213)