2005/Jun/19

ทาน หรือ การให้ นั้นเป็นบารมีที่สำคัญประการหนึ่งของพุทธศาสนา ที่ยังผลให้ผู้บำเพ็ญให้มากแล้ว รู้จักขัดเกลาตนเองพร้อมทั้งช่วยเหลือผู้อื่นไปในตัว โลกที่ขาดน้ำใจต่อกัน ย่อมแห้งแล้ง ประหนึ่งต้นไม้เพียงต้นเดียวย่อมประกอบเป็นป่าชุ่มชื่นไม่ได้ฉันนั้น

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ น่าจะสนุกพอกล้อมแกล้มเกี่ยวกับทาน ที่ผมหยิกยกมาใน entry นี้ ถูกเก็บตกจากพระไตรปิฎกและประมวลคำเทศน์ต่างๆ ที่ผมเคยได้รับฟังผ่านหูมาด้วยความรื่นเริง ลองอ่านดูนะครับ


1. ผู้ทำทานคนเดียวถึงจะรวย แต่ก็ขาดแคลนพรรคพวกและมิตรสหาย ผู้ที่ชวนคนอื่นมาทำทานแต่ตนเองไม่ทำ ถึงจะเต็มไปด้วยเพื่อนพ้อง แต่ตนกลับขัดสน ผู้ที่ทั้งชวนทั้งร่วมทำด้วย ย่อมยังความบริบูรณ์ของสมบัตินอกกาย และเพื่อนฝูงบริวาร

2. การให้ ด้วยจิตคิดอนุเคราะห์ ช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ โดยปรารถนาให้เขาเป็นสุข เรียกว่า "ทาน" แต่การให้ด้วยจิตที่คิดสละความตระหนี่ส่วนตัวออกไป โดยละสิ่งที่เราหมายมั่นว่ามี และยึดถือด้วยโลภะ จะเรียกว่า "จาคะ" แปลว่าการสละออก

3. พระเวสสันดรยกบุตรธิดา กัณหา-ชาลี ด้วยจิตที่คิด "สละ" ไม่ใช่ยัดเยียดที่จะให้ใคร รวมทั้งไม่ได้บังคับลูกว่าต้องไปกับชูชก แต่พระองค์ทรงให้อิสรภาพของลูกในการตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเอง

4. ทานของคนจนนั้นสบายหลายวิธี ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทอง วัตถุสิ่งของ เป็นต้นว่า ช่วยด้านแรงงาน, ช่วยปลอบโยนให้กำลังใจ, ช่วยถ่ายทอดความรู้ (วิทยาทาน), และช่วยแนะนำสิ่งก่อประโยชน์ อันเป็นสัจธรรมแก่ผู้อื่น (ธรรมทาน)

5. "การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง" เพราะคนที่เข้าใจธรรมะหรือความจริงแล้ว สามารถยกระดับวิถีชีวิตโดยรวม เขาย่อมยินดีในการละชั่ว และยินดีต่อยอดความดี ด้วยปัญญาของตนเอง

6. สมัยพุทธกาล เคยมีสามเณรชะตาขาด จะต้องตายภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ขณะเดินทางกลับบ้าน สามเณรพบปลาจำนวนมากเกยตื้น จึงปล่อยลงแม่น้ำด้วยความสงสาร ปรากฎว่า สามเณรนั้นกลับมีอายุยืนเกินร้อยปี

7. ทานในข้อ6 เรียกว่า "ชีวิตสทาน" เป็นการไถ่ชีวิต ทำได้ง่ายๆ เมื่อเราเดินเข้าไปในตลาด ซื้อปลาช่อนหรือปลาดุกที่กำลังจะถูกทุบหัว อ้าพะงาบๆ อัดกันอยู่ในถัง แล้วหาแม่น้ำสะอาดๆ ปล่อยมันลงไป เราจะเห็นปลาว่ายน้ำอย่างมีความสุขพลางนึกในใจว่า "กูรอดตายแล้วเว้ย" แทนที่จะมันจะต้องตายอย่างทรมาน เรากลับเป็นผู้ช่วยให้มันรอด ถ้าแพงหน่อยลองไถ่ชีวิตโคกระบือดูสิ

8. เมื่อมีใครมาล่วงเกินเราเบาบ้างหนักบ้าง แล้วเราบอกกับตัวเองว่า ช่างเถอะ อดโทษแก่คนที่ทำเราโกรธทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ทานนั้นเป็น "อภัยทาน" ซึ่งส่งเสริมอโทสะเจตสิก (ปัจจัยหนึ่งซึ่งเอื้อไม่ให้เกิดโทสะ) และสั่งสมบารมี เช่น ขันติ อุเบกขา และศีล บารมีไปในตัว ผู้ที่ละความพยาบาทส่วนตัวแล้ว ย่อมเป็นมนุษย์ที่มีศัตรูคู่อาฆาตน้อย อยู่ไหนใครๆ ก็เอ็นดู

9. ผู้รับมีผลต่อผลบุญที่เราจะพึงได้ ประดุจ เมล็ดพืชกับแปลงปลูกผัก การช่วยเหลือคนทั่วไปได้อานิงสงส์มากกว่าช่วยโจรผู้ร้าย ในทำนองเดียวกัน การดูแลพ่อแม่ก็ได้อานิสงส์สูงกว่าดูแลคนธรรมดา ขึ้นอยู่กับว่า บุคคลนั้นมีบุญคุณต่อเราแค่ไหน และเป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์หรือไม่

10. แม้ถวายทานต่อพระพุทธเจ้า 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญต่ำกว่า ถวายทานโดยมุ่งประโยชน์ต่อส่วนรวมครั้งหนึ่ง (ท่านหมายเอา สังฆทาน)

11. สังฆทาน คือการถวายปัจจัยแก่หมู่สงฆ์ โดยให้ต่อสถาบัน แทนการเจาะจงรายบุคคล ซึ่งเป็นทานที่คับแคบกว่า ต่อให้เป็นจีวรแค่ผืนเดียว ก็ถือเป็นสังฆทานได้ อยู่ที่เจตนาของผู้ให้

12. แทนที่จะซื้อถังสังฆทานสำเร็จรูปจากร้านค้า หรือจ่ายร้อยนึงแล้วยกถังที่วัดเตรียมไว้ให้มาสวดทำพิธี ลองเพิ่มความพยายามหน่อยดีไหมครับ เดินเข้าซุปเปอร์มาเก็ต แล้วเลือกของที่คิดว่าวัดกำลังขาดแคลนบ้าง เช่น ยาเคลือบกระเพาะ (พระฉันท์มื้อเดียว) ยาแปลกๆ เช่น คาลาดริล ยาหยอดตา ยาแก้อักเสบ อุปกรณ์เครื่องอุปโภคต่างๆ เช่น ไม้ถูพื้น ค้อน กาละมังซักผ้า สบู่เหลวสูตรยับยั้งแบคทีเรีย (พระห้ามใส่เครื่องหอม) หลอดไฟตะเกียบ ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ กระดาษ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาโกนหนวด และอื่นๆ

13. เคยคิดจะถวายอาหารที่สร้างสรรค์ อันเปี่ยมด้วยสีสรรสุดๆ ในแบบที่ใครๆ ไม่เคยกล้าที่จะให้บ้างไหม ? สเต็กร้านนี้อร่อยโคตรเลย ทำไมไม่ลองถวายสเต็กชั้นดีแทนข้าวแกงหน้าปากซอยบ้าง ? ชอบทานอาหารญี่ปุ่นก็ลองถวายเซทอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวหน้าหมูทอด ปลาแซลมอนอบเกลือ ข้าวห่อสาหร่าย เอาพาสต้าจากร้านอิตตาเลี่ยนหรือเค้กอร่อยๆ จากเอมโพรเรี่ยมบ้างเป็นไง ? ชอบฟาสฟู้ดก็ให้พิซซ่า, KFC, เอาชาเขียว ไวตามิลค์ น้ำผักรวมมิตรวีต้า หรือเปลี่ยนบรรยากาศเป็นติ่มซำร้านอร่อย ... ลองคิดออกนอกกรอบ แหวกความจำเจบ้างจะเป็นไรไป เพื่อรสชาดชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ของพระที่ยังเป็นสมมุติสงฆ์

14. ให้ของที่คุณภาพต่ำกว่าที่เราใช้สอย ทานนั้นเรียกว่า "ทาสทาน" (ทานระดับทาส หรือคนรับใช้) เวลาผลตอบแทนสะท้อนกลับมา โภคะและทรัพย์สมบัติที่ได้ก็จะเป็นของชั้นปลายแถว เกรดด้อยกว่าที่เรามี เราใช้ ณ ปัจจุบันนั้นๆ

15. ให้ของที่คุณภาพเสมอตัวกับที่เราใช้สอย ทานนั้นเรียกว่า "สหายทาน" (ทานระดับเพื่อน) เวลาผลตอบแทนสะท้อนกลับมา โภคะและทรัพย์สมบัติที่ได้ก็จะเป็นของระดับปานกลาง เกรดพอๆ กับที่เรามี เราใช้ ณ ปัจจุบันนั้นๆ

16. ให้ของที่คุณภาพเหนือกว่าที่เราใช้สอย ตัวอย่างเช่น ปกติใช้สบู่นกแก้ว แต่เวลาซื้อให้พ่อแม่ก็เลือกสบู่เหลวยี่ห้อดีให้ หรืออาหารประจำเราคือมาม่าจานละ 20 บาทในโรงอาหาร แต่ซื้อบะหมี่เป็ดห่อละ 80 บาทในภัตตาคารใส่บาตรพระตอนเช้า เป็นต้น ทานนั้นเรียกว่า "สามีทาน" (ทานระดับสามีภรรยา หรือเลือกให้คนรักที่เทิดทูน) เวลาผลตอบแทนสะท้อนกลับมา โภคะและทรัพย์สมบัติที่ได้ก็จะเป็นของชั้นสูง เกรดหรูเริ่ด อลังการกว่าที่เราเคยมี เคยใช้ ณ ปัจจุบันนั้นๆ

17. อีกแง่หนึ่งของสามีทาน ไม่จำเป็นต้องเป็นของราคาแพงกว่าเสมอไป มีรายละเอียดให้เราใส่ใจอีกมากมาย เน้น service แทน product (ของดีเท่าเดิม แต่บริการประทับใจ) เช่น ตอนปรุงรสก็เน้นตามที่ถูกปากของผู้รับ (ไม่ใช่เอาตามใจเรา) พิถีพิถันกับความสะอาดมากขึ้น จัดแต่งให้สวยงาม น่ารับประทานกว่าที่เราจะกินเอง แล้วค่อยๆ ให้อย่างมีมารยาท ต่อให้เป็นของ product ชิ้นเดียวกัน แต่ value กลับเพิ่มขึ้น

18. เคล็ดลับความสวยและดูหน้าอ่อนเยาว์ด้วยทาน (ข้อนี้ Gomora ต้องอ่าน !) มีอยู่สี่ประการ ... คำนึงถึงความสดชื่นและสุขภาพของผู้รับหนึ่ง เน้นของสดใหม่ ห่างไกลคำว่าหมดอายุหนึ่ง พิถีพิถันกับแต่ละขั้นตอนอย่างปราณีตบรรจงหนึ่ง และสุดท้าย ลองบูรณะสิ่งที่เคยร่อแร่ชำรุด ให้สวยงามดั่งเดิม หรือมากขึ้นกว่าเดิมสิ

19. ทำใมไม่สวยหรือหล่อ เปล่งปลั่งขึ้นทันทีหลังจากให้ทานปุ๊บปั๊บเลยล่ะ ? ก็ร่างกายของเราไม่ได้ประกอบด้วยกรรมใหม่เท่านั้นนี่ ร่างกายประกอบด้วยอาหาร ธาตุจากสภาพแวดล้อม โครงสร้างเซลที่คงร่างเดิมให้ดำรงอยู่ (ประกอบกับอำนาจชนกกรรมเก่า) และจิตใจของเรา ถ้าจะปฏิวัติรูปร่างหน้าตาไปเลย คงต้องรอชาติหน้ากระมัง

20. สมัยพุทธกาล มีอุบาสกผู้หนึ่ง อธิษฐานหลังจากให้ทานว่า "ขอคำว่าไม่มี จงอย่าเกิดแก่ข้าพเจ้า" หลังจากนั้น ชาติถัดๆ ไป คนๆ นี้ก็แทบไม่เคยขาดแคลนอะไรอีกเลย

21. อธิษฐานคือการตั้งจุดประสงค์ ไม่ใช่การอ้อนวอนขอเสมอไป ขอนี่ส่วนใหญ่จิตประกอบด้วยความโลภ แต่บางครั้ง เราก็ขอเพราะเห็นประโยชน์ที่จำเป็นต่อเป้าหมายในการดำรงชีวิต ... ขอแบบใช้สมอง ไม่ใช่สนองตัณหา

22. จะขอได้สำเร็จ ปัจจัยต้องถึงพร้อม คือ สังคมเอื้ออำนายหนึ่ง มีกุศลกรรมสะสมไว้เพียงพอเป็นทุนรอนหนึ่ง มีอธิษฐานบารมีหนึ่ง อัตภาพนั้นเพียงพอต่อการเสวยผลหนึ่ง และอยู่ในขอบเขตของธรรมชาติหนึ่ง

23. การเอ่ยวาจาประกาศก้องออกไป จะมีผลต่อคำอธิษฐานมากกว่าเพียงนึกเอาในใจ เพราะ วจีกรรม หนักหน่วงกว่า มโนกรรม เหมือนกับนึกด่าคนกับพูดด่าคนตรงๆ อะไรจะได้ผลรุนแรงกว่ากันล่ะ ลองคิดดู

24. ให้ทานเพื่อหวังผลในอนาคต, ให้ทานเพราะเป็นการกระทำที่ดีจึงควรทำ, ให้ทานเพราะพ่อแม่ ญาติพี่น้อง มิตร กระทำสืบต่อกันมาจนวัฒนธรรมที่ดี เราจึงดำเนินรอยตาม, ให้ทานเพราะบุคคลผู้นั้นควรให้, ให้ทานเพราะนักบวชมีภาระต้องปฏิบัติธรรมต่อสู้กับกิเลสจึงเป็นหน้าที่ของฆราวาสต้องช่วยเหลือ, ให้ทานเพราะความสบายใจของเรา ... เจตนาที่แตกต่างเหล่านี้ ล้วนนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างนึกไม่ถึง !

25. ทาน เป็น บุญ หรือ คุณงามความดี เพียง 2-3 ข้อ จากบุญทั้งหมด 10 อย่าง (บุญกริยาวัตถุ) ที่มนุษย์สามารถทำได้

26. ทานด้านอาหาร และของกิน มีผลต่อความสดใส และความหอมหวล ของกายทิพย์ตอนเป็นเทวดา, ทานด้านเครื่องนุ่งห่ม และของบริโภค ที่ไม่ใช่อาหาร มีผลต่อเครื่องประดับและความสวยงามของเครื่องแต่งกายตอนเป็นเทวดา, ทานด้านวัตถุเพื่อใช้สอยส่วนรวม บริจาคแก่สาธารณชน เช่น สิ่งก่อสร้าง อาคารเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ พระพุทธรูป ห้องน้ำสาธารณะ มีผลต่อรัศมีและแสงสว่างเปล่งประกายตอนเป็นเทวดา

27. ถ้าอยากกลายรวยเท่า 'โอ๊ก พานทองแท้' ภายใน 3-7 วัน ก็หาพระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ แล้วใส่บาตรหรือถวายทานท่านทันที ก่อนท่านจะรับจากใครเสียก่อน

28. การให้เมถุนธรรมเป็นทาน เช่น รูปโป๊, vcd น้องแนท, ให้เสพกามจากร่างกายของตัวเอง ตอบแทน ถือเป็นทานที่มีโทษ

29. เมื่อให้ทานไปบ่อยๆ แล้ว ยังงกและเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนเดิม ใจไม่สปอร์ตขึ้น ก็ให้สังวรณ์ว่า ทานไม่ได้ช่วยอบรมจิตใจตัวเองเลย ลองระลึกดูว่าเวลาบริจาคอะไรที ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ต่อตนเอง ทั้งทางตรงทางอ้อม ทั้งชาตินี้หรือชาติหน้า ในแง่ของการลงทุนรึเปล่า ?

30. เฝ้าสังเกตต่อไป หากนิสัยของเรามีแนวโน้มที่จะสนุกสนานกับการแบ่งปันสิ่งของใหม่ๆ ด้วยรูปแบบ กรรมวิธีใหม่ๆ แตกต่างจากที่เราเคยทำ เช่น เคยรักที่จะอุปการะแต่สัตว์เดรัจฉาน แต่วันนึงกลับรู้สึกยินดีจะเอาเงินเดือนไปเลี้ยงเพื่อนฝูงบ้าง ลองจูงคนแก่ข้ามถนนบ้าง เห็นคนเดือดร้อนแล้วเสนอตัวเข้าช่วยบ้าง อยากจะถวายจตุปัจจัยแด่ภิกษุผู้รักษาศีลบ้าง ก็ถือว่าจิตใจของคุณกว้างขวางไพศาลขึ้นด้วยอานิสงส์แห่งทานแล้วครับ อนุโมทนาด้วย


เจริญในธรรมครับ ผิดพลาดประการใด มาสนทนากันเพิ่มเติม

Gow27 - วันนี้ไม่สบายใจ เลยขอเขียนเกี่ยวกับธรรมะ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
แอบไปกันก่อนไม่ชวน จะให้บอกกี่ที
#1  by  PaTrip At 2005-06-19 21:50, 
เอ๋ งั้นเราก็ให้ทานที่มีโทษประจำเรยสิ...... อุ๊บ :$

*-* พี่เก้าลองหาโอกาสไปบวชสิเคอะ
#2  by  ~ K o t o k o ~ At 2005-06-19 21:55, 
โอ้ ดีๆ มาทำทานกันเถอะนะ ต่อจากทานควรต่อด้วยการภาวนาควบคู่ไปด้วย
#3  by  ข่าน At 2005-06-19 22:01, 
อืม.........ทำทานน่ะ
อย่าคิดว่าทำหลายคน แล้วจะหารกันนะ
จริงๆได้เท่าๆกันทุกคนแหล่ะ

ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่จิตที่เป็นกุศลมากกว่า
ถ้าทำเพื่อหวังผล ก็ได้ผลเท่าที่ให้
ไม่ได้ ได้ผลในส่วนจิตที่ไม่ต้องการผลตอบแทน

พูดง่ายๆก็คือได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง
#4  by  ~Trigger~ At 2005-06-19 22:37, 
ให้สารธรรมดีฮะ มีประโยชน์จริงๆ
#5  by  kharak At 2005-06-19 22:40, 
ข้อ 13. ผมไม่เห็นด้วยนะ เหมือนกับว่า เราไปเป็นมาร ให้พระท่าน คงลุ่มหลงในรสชาติ สู้เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สารอาหารครบ 5 หมู่ ที่ปกติ ไม่มีคนนำไปให้ท่าน จะเหมาะสมกว่ามั้ง

ข้อ ที่แบ่งระดับของ ทาน ผมก็ว่ามันทะแม่งๆ แฮะ - -..... แต่ยังพอยอมรับได้
ที่ว่าทะแม่งคือ มันสามารถโดนตีความผิดๆ ไปได้ว่า
ต้องให้ของที่สูงค่ากว่าที่เรามี แล้วจะได้ "ผลตอบแทน" กลับมามากตามไปด้วย - -.. คิดยังไง ก็แปลกๆ

มีเหมือนทำแล้วเอาใจท่านทั้งหลายอีก - -'' แปลกๆ วุ้ย

มันเอาไปใช้ ล่อลวงได้น่ะ

ผมชอบแนวคิดเรื่อง เจตนา มากกว่า กับ แนวคิดแบบ คิดตาม % ของสิ่งที่เรามี

ถ้าเรา มี 100 ให้ เขา 1000 นี่เยี่ยม
ถ้าเรามี 100 ให้ 10 ก็งั้นๆ

ส่วนข้อที่ให้ผมอ่าน...

ผมรอชาติหน้าเลยง่ายกว่า - -\=/



ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึก เน้นที่
ให้ "ทาน" เพื่อ "ผลในภายภาคหน้า"
------ ------'']p ไม่ถูกใจเลยเพ่ - -' .....


สรุปปิดท้าย ข้อสุดท้ายแปลว่า

ใครทำงานแล้ว หรือใครมีตัง ก็รู้จักเลี้ยงเพื่อนๆ บ้างใช่ไหม lol~




#6  by  gomora At 2005-06-20 00:03, 
เสริมอีกนิด ... ทำไมมัน edit ไม่ได้ฟระ

เรื่องของ ทาน 3 ประเภท ได่แก่ ทาสทาน สหายทาน และสามีทาน เป็นการจำแนกสภาพของทานนั้นๆ เท่านั้นครับ ไม่ได้จำเพาะหรือชี้ชัดว่า ถ้าคุณมีตังคุณควรจะต้องให้สามีทานนะ ถ้าคุณรวยแต่คุณให้นิดเดียว ไอ้นี่ทาสทาน คุณงก นั่นไม่ใช่ เข้าใจผิดหมด ...

ทาน 3 ประเภทบ่งบอกจิตใจของผู้ให้ตามเหตุและผลต่างหาก ใครที่ตั้งใจสละมาก หรือทุ่มเทเพื่อการให้มาก (กรณีนี้ไม่รวมให้แบบโลภะนะ หมายถึงทานบริสุทธิ์หมด) อานิสงส์ก็สะท้อนกลับมามากตามสภาพที่คุณปรุงแต่งด้วยเจตนา ความมุ่งมั่นลงไป จึงเป็นเรื่องของสภาพธรรมล้วนๆ ที่ประเมินสภาพจิตใจด้วยวัตถุนั่นแหละครับ

ไม่มีการบังคับศรัทธาของใครอยู่แล้ว

แต่ถ้าใครให้เพื่อลงทุน (ใจตั้งบนตัณหา อยากจะได้เพิ่มๆ) จิตของเขาจะไม่ใช่กุศลเลย เพราะไม่ได้ละคลายความยึดถือ หรือสละความตระหนี่ออกไป ทำด้วยจุดประสงค์เคลือบแฝง แม้จะให้มาก ด้วยจำนวน ถวายของชั้นหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ทานบริสุทธิ์ ที่มาจากใจสละและสงเคราะห์ ผลก็น้อย (น้อยกว่า ทาสทาน แบบใจบริสุทธิ์วะอีก)

จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องสงสัยในหัวข้อของทาน 3 ประเภทซึ่งท่านหมายเอา "ทานบริสุทธิ์" (ปราศจากโลภะเป็นประธาน) เท่านั้นครับ
#8  by  Gow27 At 2005-06-20 01:07, 
ผมลบข้อความที่ 7 ออกไปแล้ว เพราะมีหลายจุดต้องแก้ไข เลยขอลอกข้อความที่ปรับปรุงจาก 7 มาเขียนเป็น comment ใหม่ต่อจาก 8 แทน
_____________________________________________

ตอบนุกเลยทันทีดีกว่า ยิ่งเร็วยิ่งชัดเจน

จริงๆ ที่เขียนทั้งหมดนี่เป็นแค่เกร็ดย่อยๆ ที่เก็บรวมกันมา ไม่ใช่หลักการหรือ concept รวบยอดของทานเลย จับมาแบบประปรายมากกว่า แต่หลักการจริงๆ แล้ว ไม่มีทางที่หลักธรรมข้อไหนจะขัด จุดยืน เรื่อง "เจตนา" ไปได้เลย

ข้อ 13 เขียนแบบนี้เหมือนดูเป็นมาร ไปกระตุ้นให้พระเกิดกิเลสเพิ่ม แต่อย่าลืมว่า "เราไม่ได้พูดออกไปนะ" ดังนั้นเจตนาอยู่ภายในความตั้งใจของเราเอง คือ "จะนำของที่ดีที่สุดไปถวาย" ถ้าเราพูดออกไปให้พระทราบ เพื่อโน้มน้าวใจให้พระคาดหวังติดในรสอร่อย นั่นคงไม่ถูกต้อง

แต่เจตนานี้อยู่ในใจเรา ที่ปรารถนาจะมอบจตุปัจจัยที่ดีที่สุดแด่พระ แต่ไม่ใช้ให้พระติดในรสชาด ต้องแยกให้ขาด

ดังนั้น เจตนานี้ไม่ใช่มาร เพื่อจะขัดขวางความสำเร็จของพระที่ยังเป็นสมมุติสงฆ์ แต่เพื่อถวาย "สิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดแด่บุคคลที่ควรเคารพบูชา" ต่างหาก ถ้าเราคิดว่าเราอาหารนี้มีคุณภาพต่อตัวเราที่สุด ทำไมเราถึงไม่ถวายให้คนอื่นได้ของที่ปราณีต เมื่อทำใจเช่นนี้ได้ ต่อไปจิตเราก็จะเคยชินกับอุปนิสัยในการมอบ สหายทาน หรือ สามีทาน ได้อย่างสบาย มันเป็นอุบายธรรมในการให้ ที่เสริมสร้างจิตไปโดยไม่รู้ตัว ... ผลวิบากกรรม (กุศล) ก็สะท้อนจากจิตตั้งใจทุ่มเทตรงนี้

คงผิดปกติมากกว่านะ ถ้าเราคิดว่า เพื่อไม่ให้พระติดในรสชาด เราจึงต้องหาอาหารพื้นๆ ราคาถูกๆ หรือที่ไม่อร่อยไปให้ นั่นอาจเป็นด้วยความไม่รู้สภาพธรรมของการปฏิบัติอีกขั้น

ด้วยสภาพของปุถุชนที่บวชมา จำเป็นต้องเสริมสร้างกำลังใจบ้าง ด้วยการเปลี่ยนบรรยากาศ นอกจากกินอิ่มถ้าเจอลองอะไรที่ซ้ำซาก วนเวียนแต่ของเดิมๆ เจอแต่ปลาทูกับแกงเขียนหวานทุกวันเลย ความเบื่อหน่ายก็อาจบั่นทอนการปฏิบัติในระยะยาว (เพื่อสละความยึดถือ) เพราะเจอสภาพบีบคั้นมากเกินไป แต่ถ้าผ่อนคลายบ้าง บางทีก็ก้าวหน้าได้รวดเร็ว จำต้องตึงบ้างหย่อนบ้าง ในขอบเขตของศีล เพราะนี่มิใช่ทุกขกิริยา

จริงๆ แล้วข้อนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเราด้วยซ้ำที่จะไปคิดกังวลนู่นนี่แทนพระ เพราะพระแต่ละรูปก็มีจริตนิสัยและแนวทางความเหมาะสมต่างกัน จึงควรมาโฟกัสที่ เจตนาของผู้ให้ แทน

ความอร่อยหรือไม่อร่อยไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เพราะนั่นเพียง "เวทนา" หรือความรู้สึกรูปแบบหนึ่งที่กระทบเข้ามาทางลิ้นและจมูก และมีได้ไม่เกิน 3 แง่ ... ถ้าอาหารอร่อยก็เป็นสุขเวทนา (แง่แรก) พระต้องรู้เท่าทัน หากว่าเป็นอาหารรสแย่ๆ ก็เกิดทุกขเวทนา คือมีการกระทบที่ไม่สบาย ไม่น่ากำหนัด (แง่สอง) แม้จะอุตส่าห์คิดแทนด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ถวายอาหารที่ธรรมดาสุด เพื่อให้ท่านเกิดอาการเฉยๆ งั้นๆ ก็ยังเป็น อทุกขมสุขเวทนา (แง่สาม) ซึ่งจำเป็นต้องรู้เท่าทันอยู่ดี

ปัญหาแห่งการปฏิบัติ จึงไม่ใช่การเพ่งเล็งกำหนดกรอบว่า พระต้องเสวยเวทนาทางใด แต่เป็นความรู้เท่าทัน ต่อ สุข ทุกข์ และเฉยๆ ทุกสภาพการณ์
สำหรับผู้ไม่ปฏิบัติ รสชาดอาหารจึงไม่ใช่อุปสรรคอะไรทั้งนั้น แต่เป็นกิเลส รักชอบ ชัง หรือแม้กระทั่งเฉยเมย (ที่ไม่ประกอบด้วยสติ) นั่นแหละที่ต้องกำจัดออกไป

อาหารที่คุณภาพดี ตามนัยยะของผู้ถวาย จึงเป็นกุศลของผู้ถวายทานล้วนๆ ส่วนผู้รับนั้น มีหน้าต้องรับผิดชอบต่อทุกสภาพธรรมที่ปรากฎ แล้วละการปรุงแต่งต่อไม่ให้เกิดเป็นความชอบหรือไม่ชอบ จึงไม่ใช่สาระที่ผู้รับจะยิดติดกับตัวจตุปัจจัยที่จะถวาย แต่ควรเน้นไปที่ความ happy ของผู้ให้ ตามศรัทธาของเขา (ซึ่งสำคัญที่จะขยายผลแห่งกุศลให้มากมหาศาล) และให้ความสำคัญไปที่ ความปราณีต และความตั้งใจในการให้ ไม่ใช่การทำแบบลวกๆ ... เพื่อให้เกิดผลสูงสุด ฉลองศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

ตรงนี้เคลียร์แล้วนะ ...

การให้ของที่มีค่าด้วยศรัทธา (เคารพบูชามากจึงให้มาก) กับการคาดหวังผล (ให้ลักษณะลงทุน) เป็นจิตคนละดวงเลย เจตสิกที่เกิดประกอบกับจิตก็เป็นคนละประเภท

อยาคตคงต้องสาธยายเรื่อง ขันธุ์ 5 เพิ่ม จะได้เคลียร์เรื่อง จิต กับ เจตสิก ด้วย

ลองพิจารณาให้ดีๆ สภาพเจตสิกของผู้ที่ให้ของดีๆ (แบบไม่หวังผล) ในใจของเขาประกอบด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และฉันทะ ในการเจริญกุศล คือมีความยินดีพอใจในทานของตน ไม่ได้เกิดความหวงแหนตระหนี่ใดๆ ที่จะสละซึ่งเงินทองของตนเพื่อแลกกับของมีคุณภาพเพื่อให้ผู้อื่น ซึ่งขณะนั้น โลภะเจตสิกไม่เกิด ไม่มีช่องให้เกิด เพราะเจ้าตัวกำลังมุ่งมั่นในการนำเสนอสิ่งดีๆ สูงสุด ตามกำลังความสามารถของเขาต่อผู้ควรรับ (ไม่ใช่เพื่อตนเอง) จุดนี้จะเกิดศรัทธาและเมตตาเจตสิกอีกด้วย ซึ่งต่างกับการให้แบบลงทุนหวังผลถ่ายเดียว เพราะนั่นเจือด้วยโลภะ เมื่อโลภะเกิดแล้ว ศรัทธาและจาคะก็จะไม่เกิด มันเป็นองค์ธรรมที่ขัดกัน

แต่ถ้าผู้ให้มีคาดหวังผลด้วยความทะยานอยาก (ไม่ใช่ความรู้เท่าทันถึงเหตุของความจำเป็น ถึงได้ขอ) ก็ต้องมาพิจารณาเป็นกรณีๆ อีกว่า เขาอาจมีศรัทธาผสมด้วยในบางวาระจิต ถึงจะมีโลภะเป็นประธานก็ตาม ทานนั้นก็ยังมีผลอยู่ดี เนื่องจากเขาได้ลงมือให้ออกไปด้วยความเชื่อว่าผลนั้นมีจริง และผู้ใช้ก็ได้ใช้ประโยชน์ตามนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผลวิบากด้านดีจะลดหลั่นกันตามอำนาจอกุศลที่เกิดขึ้นมาตัดทอนกุศลที่ควรจะมีอยู่

ดังนั้นต่อให้ถวายของดีมากๆ ถ้าจิตมุ่งมั่นเพื่อจะเอาผลมากๆ ด้วยความโลภ ผลกรรมที่จะสะท้อนกลับมาก็จะน้อยกว่าคนที่ให้มากด้วยความศรัทธาเลื่อมใส แถมยังไม่โลภ

จริงๆ ต้องอธิบายยาวกว่านี้นะ แต่แบบว่ารีบพิมพ์เลยไม่เคลียร์ เดี๋ยวขอดูก่อนละกันว่าจะเสริมตรงไหนให้เคลียร์ขึ้นแก่คำตอบของนุกได้
#9  by  Gow27 At 2005-06-20 01:31, 
อืม ตามความเข้าใจของผม น่าจะเป็นการถวายอาหารที่ดีตามสมควรน่ะ


เช่น(1) มีคนสองคนรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องไปถวายอาหารพระ บ้านอยู่ห่างจากตลาดราวๆ 2 กิโลเมตร

คนที่ 1. "โอ้ย..ขี้เกียจไปซื้อของถึงที่ตลาดแฮะ เดินไป7-11หน้าปากซอยซื้อมาม่าสัก 5 ห่อไว้ถวายพระให้เสร็จๆในวันพรุ่งนี้ก็พอละ"

คนที่2 "เอ ได้ถวายอาหารพระทั้งที น่าจะให้ท่านได้ทานอาหารที่ทำใหม่ๆ ถูกสุขลักษณะหน่อยสิน่า" ว่าแล้วคนที่ 2 นี้ก็ยอมนั่งรถไปตลาดเพื่อซื้ออาหารสด ทั้งเนื้อ และ ผัก มาเตรียมไว้ ต่อมาก็ตื่นตั้งแต่ 4.30 มาปรุงอาหารแล้วใส่ภาชนะไปถวายจังหันพระยามเช้าอย่างเรียบร้อย

นี่ก็ยกตัวอย่างน่ะครับว่า เทียบกันแล้วคนสองคนนี้ก็มีเจตนาไปถวายอาหารพระเหมือนๆกัน แต่ ต่างกันที่ความตั้งใจและละเอียดละออ ในการให้ไม่น้อยเลย ซึ่งตรงนี้เองเป็นการแสดงความเคารพที่เรามีต่อผู้ที่เราให้ทานด้วยนะครับ แม้ว่าพระท่านจะไม่ยึดติด หรือ ใส่ใจเรื่องรสชาดของอาหาร แต่ เราก็ควรจะให้ทานด้วยสิ่งที่ดีและเหมาะสมสำหรับท่านด้วยน่ะครับ

เช่น (2) มีคนๆหนึ่งรู้ว่าจะได้ถวายอาหารพระสงฆ์วันพรุ่งนี้ จัดแจงซื้อเนื้อโกเบนำเข้าจากญี่ปุ่นราคาเป็นหลายหมื่นบาท ผลไม้ที่ถวายก้ต้องเป็นผลไม้ราคาแพงนำเข้าจากยุโรปเท่านั้น.. อีกอย่างใช้ของดีๆแพงๆ เพื่อเป็นหน้าเป็นตาผู้ให้อีกด้วย

- อันนี้ก็ดูจะเกินเหตุไปหน่อยครับ สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แม้ว่าคนๆนั้นจะเป็นเศรษฐีที่มีเงินมากมายก็เถอะ แต่ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะต้องซื้อของให้ดูหรูหราฟู่ฟ่ามากมายขนาดนี้

เลยอยากให้อยู่ตรงทางสายกลางก็น่าจะพอดีแล้ว แล้วทานที่เราให้ก็จะส่งผลดีเช่นกัน ด้วยเจตนาดีที่เรามีให้ และด้วยความเหมาะสมตามเหตุและผลที่ดีงามครับผม
#10  by  ข่าน At 2005-06-20 02:08, 
โว้ย น่าจะ edit ได้ มาตอบนุกเสริมอีกนิดหลังจากอ่าน

ข้อ ที่แบ่งระดับของ ทาน ผมก็ว่ามันทะแม่งๆ แฮะ - -..... แต่ยังพอยอมรับได้
ที่ว่าทะแม่งคือ มันสามารถโดนตีความผิดๆ ไปได้ว่า
ต้องให้ของที่สูงค่ากว่าที่เรามี แล้วจะได้ "ผลตอบแทน" กลับมามากตามไปด้วย - -.. คิดยังไง ก็แปลกๆ


ที่ทะแม่งก็อย่างที่นุกเขียนแหละ คือ เฉพาะคนที่ขาดความเข้าใจ จะเอาไปตีความผิดๆ หรือเอาไปหลอกหาผลประโยชน์ได้แบบวัดธรรมกาย แต่ทั้งนี้ต้องตระหนักว่า "ไม่ใช่ตัวหลักธรรมที่ผิดแปลก มันผิดที่คนต่างหาก" ซึ่งการปฏิเสธหรือหลบเลี่ยงสภาวะธรรมเพราะกลัวผลกระทบจากมิจฉาทิฎฐิของคนอื่น คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ คงต้องทุ่มเทให้กับการชี้แจงให้คนหมู่มากเข้าใจถูกต้องมากกว่า ...

จริงๆ แล้ว เราไปอคติกับเรื่องให้มากได้มากไปรึเปล่า ทั้งที่มันก็เป็นของมันอย่างนั้น เป็นผลสะท้อนตามธรรมชาติตามปกติของมัน (คนใจสูง สละได้มาก ก็ย่อมได้ลาภผลมาก ขณะที่คนคับแคบ สละน้อย ก็ย่อมได้ลาภผลน้อย) เจตนาของใครเป็นเช่นไรผลก็เด้งกลับมาตามนั้น ยุติธรรม สมเหตุสมผลอยู่แล้ว

ใจของใคร ให้มากเพื่อเจตนาอะไร ปริมาณผลที่สนองกลับมาจะตอบเจตนาของผู้นั้นได้เป็นอย่างดี

เรื่องทาน 30 ข้อคงไม่พอสินะ สงสัยต้อง 100 ข้อ ... ตายพอดี
#11  by  Gow27 (gownui) (203.151.140.113 /203.113.35.6) At 2005-06-20 02:24, 
อ่าน comment ของข่านแล้วเขียนได้เคลียร์ดีมาก นุกก็อ่านของข่านประกอบความเข้าใจก็ได้

มีจุดนึงที่ขอ แสดงความเห็นแตกต่าง

เรื่องเศรษฐีซื้อเนื้อโกเบ และผลไม้ราคาเป็นหมื่นๆ มาถวาย

ถ้าเศรษฐีผู้นี้ทำด้วยจิตศรัทธาเต็มเปี่ยมจริงๆ ไม่ได้คิดทำบุญเอาหน้า หวังชื่อเสียง และไม่ได้เบียดเบียนรายรับของเขา ให้ต้องกินแกลบกับครอบครัวในมื้อนั่น ... ก็ไม่มีอะไรเว่อร์ไปหรอกครับ สำหรับของคุณภาพดี ที่ถูกสุขลักษณะ ... นั่นแหละ สหายทานของเขาเลย

อย่างสมมุติ ทักษิณนิมนต์ภิกษุ 10 รูปมาเลี้ยงเพล เจียดเงินมาสองสามแสนมาทำบุญ ปูอาสนะด้วยพรหมจากอิตาลี่ จัดแก้วน้ำดื่มทำด้วยคริสตัล เศษเงินทำบุญนั่นเทียบกับทรัพย์สินโดยรวมของตระกูลชินวัตร ขนหน้าแข้งยังไม่กระดิก ก็คงไม่เหตุอันควรใดๆ ที่ต้องลดตัวเป็นยาจก ซื้อข้าวแกงหรือทำอาหารพื้นๆ เสมอไป น่าจะเรียกว่าสมฐานะอันควรแก่กาลเทศะ เป็นทางสายกลางของตระกูลชินวัตร

ทุกอย่างจึงอยู่ที่ปริมาณความศรัทธาและความใคร่ครวญของผู้ถวายในสภาวะนั้นๆ

คนจนถ้าจิตศรัทธาอยากถวายเนื้อโกเบก็ทำได้ ดูตัวอย่าง ช่างไม้สมัยพุทธกาลหนึ่งที่ยอมทำงานให้เศรษฐีผู้หนึ่งเป็นเวลา 3 ปีเพื่อแลกกับสำรับอาหารระดับราชเพียงมื้อเดียว ! แต่กลับยกทั้งหมดนั่นใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยไม่เสียดาย !! ซึ่งทรัพย์ของอาหารใส่บาตรนั้น มีมูลค่าเท่ากับรายได้ 3 ปี คิดเป็นเงินสมัยนี้ คงราคาประมาณ "ล้านกว่าบท"

ถ้าเอานิยามความเว่อร์ของเรา ไปจับนายช่างคนนี้ คงต้องบอกว่า โคตรเว่อร์ คนบ้าอะไรวะ โง่ชิบ... แต่สภาพของจิตอันเป็นมหากุศลของเขาขณะนั้น ประเมินเป็นราคาไม่ได้ และยังผลให้บุญทรัพย์ของเขานั้นงอกงามกว่าเดิม

ถ้าจิตเต็มที่กับกุศลในระดับทานบารมีจริงๆ แม้แต่ลูกเมียหรือเลือดเนื้อตัวเองก็ยังสละได้ นับประสาอะไรกับของปราณีตทางวัตถุไม่กี่อย่าง

ภาพพจน์จึงเป็นสภาวะที่เราปรุงแต่งขึ้นมาเอง แล้วเขินอายเอง เช่น กลัวว่าให้ไปแล้วเดี๋ยวจะไม่เหมือนคนอื่น ราวกับเป็นแกะดำ จุดนี้ไม่ใช่กุศลจิต แต่เป็นความกังวลในตัวตน

ยกเว้นว่าจะใช้ปัญญา ตระหนักถึงความเหมาะสมในคุณสมบัติของอาหาร เช่น ให้เนื้อโกเบ เกรงว่าพระท่านฉันท์บ่อยเดี๋ยวจะเป็นมะเร็งลำไส้ แล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นเนื้อปลาที่ย่อยง่ายกว่า หรือเน้นไปที่ผักผลไม้ที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ นั่นก็เป็นทานที่มีปํญญาเจตสิกเป็นประธาน ไม่ใช่ยับยั้งการให้ของแพงๆ ด้วยภาพพจน์

มีอะไรถกกันเพิ่มได้ครับ ทำให้สมองผมแล่นด้วย
#13  by  Gow27 (gownui) (203.151.140.113 /203.113.35.6) At 2005-06-20 03:01, 
ส่วนตัวผมว่า ผมเคลียร์แล้ว

เพราะยังไง แก่นของมัน ก็อยุ่ที่ "เจตนา" กับการคิด ตามสิ่งที่เรามีอยู่ เทียบกับสิ่งที่ให้ไป

เพียงแต่ ที่ติงเก้าไป เพราะ
ตรงจุดที่เก้าเขียนมา ใน blog (ไม่ใช่ในคำขยายนะ)
ถ้ามีคนเอาไปใช้ หรือเผยแพร่ต่อๆไปผิดๆ มันจะถูกตีความว่า

"ทำมาก ได้มาก"
"ทำมาก ได้ผลตอบแทนมาก"

ได้อ่ะ ซึ่งผมว่ามันจะทำให้ "แก่น" ของมัน เสียไป
ถ้าไม่ได้มีการอธิบายดีๆ

ผมว่า น่จะเขียนพวก ตัวอย่างประกอบเสริมมากๆ หน่อย
ใช้เหตุผล เรื่อง "เจตนา" ให้เด่นกว่า ประเภท หรือ ระดับของ วัตถุ อ่ะ

ผมว่า เจตนา ที่เก้าจะเผยแพร่ ธรรม มันก็ดีนะ
แต่ยิ่งต้องระวังให้มาก เพราะถ้ามันตีความผิดๆ ไปได้
มันจะยิ่งทำให้เกิดผลเสีย ได้น่ะ
#14  by  gomora At 2005-06-20 10:25, 
การแจกLให้สมาชิกตาดำๆเป็นการให้ทานอย่างหนึ่งนะครับ

ปล. AIRเปิดดูไม่ได้อ่ะพี่ !
#15  by  ไอ้หมูหินจ้า At 2005-06-20 12:00, 
ตอบ Hitoshi

อ่านข้อ 28 ด้วยนะฮิโตชิคุง อืม ว่าแต่ทำไม Air เปิดไม่ได้อ่ะ หรือว่าเพิ่งไปโหลดตอนที่ J เขาล้างฐานของ AF ไปแล้ว ? นี่ตา Detonator ก็มาขอเหมือนกัน เดี๋ยวอัพโหลดขึ้นไปอีกครั้งแล้วกัน

ตอบ Gomora

จริงๆ แล้ว ถ้าจะต้องแสดงเรื่องทาน คงจะไม่เขียนในลักษณะนี้แต่แรกน่ะ คงจะเริ่มในแบบที่เขียน 'ขยายความ' ประกอบตัวอย่างเยอะๆ ดังในความเห็นนี่แหละ ซึ่งก็จะไม่แสดงเป็นข้อๆ ไล่ไป แต่นำเสนอเป็นรายละเอียดยาวเหยียดของเรียงความยืดๆ ชิ้นหนึ่ง ที่หาได้ในหนังสือธรรมะดาษๆ ทั่วไป ฟังได้ตามคลื่นวิทยุ AM และกระทู้ศาสนาใน pantip ก็พยายามจะติงจุดนี้เสียเหลือเกิน ...

และกว่าจะให้เข้าใจครอบคลุมเรื่องทานทั้งหมด คงยาวเกิน 200 ข้อ

แต่เนื่องจาก ธรรมะพรืดๆ มันดูจะน่าเบื่อเกินไป ไม่น่าสนใจ แล้วก็ความตั้งใจของ entry นี้ ไม่ใช่เพื่อจะแสดงธรรมเรื่องทาน แต่จะนำเสนอแง่มุมของทานในด้านที่คนไม่ค่อยได้มอง ผนวกกับเอาความรู้ที่เคยได้ยินได้ฟัง ประมวลใส่ความคิดส่วนตัวของผมลงไปอีกทีในบางจุด จึงเน้นเกร็ดย่อยๆ ที่คนอาจไม่เคยได้ยินได้ฟังผ่านหู มาให้คนอ่านได้ตกใจมากกว่า แบบว่า อ่านแล้วรู้สึก "เฮ้ย ! จริงเหรอ ?!" หรือ "มีแบบนี้ด้วย ?" อะไรทำนองนี้ นุกก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้สนใจที่ต้องไปศึกษา ค้นคว้าเองต่อในรายละเอียดประกอบกับหัวข้อธรรมหมวดอื่นๆ ที่สัมพันธ์กัน ไปถึงเรื่องศีล ภาวนา กรรม และธรรมนิยามอื่นๆ หรือไม่ก็สอบถามมาใน blog อย่างที่นุกทำ ก็เป็นความตั้งใจเดิมของผม ให้เกิดการศึกษาต่อและคิดพิจารณาอีกขั้น ดีกว่าจับป้อนมาทั้งหมดแต่แรก แล้วก็ไม่ได้เกิดการจุดประกายทางปัญญาใดๆ เลย

ใน blog นี้ก็เปรียบเหมือนพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์

แต่อย่างน้อย กุศลจิตในระดับโลกียะของผู้อ่านก็บังเกิดแล้ว แทนที่จะนำเสนออะไรยากๆ จุกจิกเข้มงวด (จริงๆ นั่นก็เป็นสไตล์การบรรยายของผมเหมือนกันนะ) อ่านแล้วปวดหัว คนก็พาลกันไม่อ่านเสียตั้งแต่แรก ...

อย่าลืมว่า enrtry นี้นำเสนออะไรที่ดูแปลกและสนุก กระตุ้นความสนใจ ไม่ใช่มาเทศนาธรรมลึกซึ้งน่ะ

แต่ 30 ข้อเรื่อง ศีล และ ภาวนา ใน entry ต่อๆ ไป จะระมัดระวังจุดนี้เพิ่มเติมนะ

อนุโมทนาทุก comment ที่มาอ่านและตอบครับ
#16  by  Gow27 (gownui) (203.151.140.112 /203.113.35.7) At 2005-06-20 13:54, 
วันนี้มาธรรมะเลยแฮะ รู้สึกร้อนๆ อิอิ

ล้อเล่นนน ตอนนี้เป็นคนดีอยู่ ฮี่ๆ

การทำทานเป็นสิ่งดีๆๆๆ
#17  by  joyy At 2005-06-20 19:09, 
อันเนื่องมาจาก โดน บุคคลบางท่านลาก มาเขียน กระผมจึงขออนุญาต แสดงข้อคิดเห็นส่วนตัวดังนี้ เหอๆๆ^^

จากข้อ 2.โดยละสิ่งที่เราหมายมั่นว่า มี(ตัวเรา) ของของเรา เป็นของเรา(อุปาทาน)

จากข้อ 8.ปัญญา เอามาใช้ตรงนี้ครับ ว่าความโกรธเกิดขึ้นแล้วเราจะทำไงกับมันดี
>> สำหรับผมนะครับ 1. เห็นประโยชน์ของความไม่โกรธ ครับ
2. และเห็นโทษของการโกรธ
แต่ก่อนอื่นนะครับต้องรู้เท่าทันการโกรธ ซึงเป็นอารมณ์ทางใจก่อน นั่นคือต้องฝึกครับ ฝึกให้เห็นสภาพธรรมที่กำลังเกิด พอเห็นแล้วก็...

ประโยชน์
1.ไม่มีเรื่องวุ่นวายทั้งทางกาย และ ใจตามมาภายหลังครับ เพราะตอนโกรธนั้นทำอะไรก็ไม่คิดมากคครับเน้นความสะใจอย่างเดียว
2.สามารถคิดใคร่ควรไตร่ตรอง ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
3.ทำให้เป็นคนอารมณ์เย็นขึ้น และ ผู้คนรักใคร่ หาศัตรูยาก อิอิ

โทษ
1. ก็ตรงข้ามทั้งหมดกับเรื่องประโยชน์นั่นแหละ
2. ไม่สบายใจ หงุดหงิด ทำกิจการงานไม่ได้ดีหรือผิดพลาด (แต่คนเราก็ยังชอบโกรธ - -!)
3. เหตุแห่งทุกข์เลยนะนั่น เป็นอกุศลจิต ปรุงแต่งให้สามารถเกิดอกุศลกรรม ทำให้เกิดภพ(โลกอันเป็นที่อยู่ของสัตว์; กามภพ รูปภพ อรูปภพ) และชาติ(การเกิด)

ทั้งนี้บางท่านจะใช้การพิจารณาว่าไม่มีเราแล้วจะโกรธเราที่ตรงไหน หรือ อื่นๆ ตามแต่ปัญญาจะวิจิตรไป*** ถ้าท่านใดเห็นโทษหรือประโยชน์ อื่นๆอีกก็บอกกันบ้างอิอิ
*** คนเราบังคับ ไม่ให้โกรธไม่ได้หรอกครับ เรานึกว่าได้นะหรอ ไม่ใช่หรอก จริงๆเพราะมันเกิดขึ้นมาแล้ว และเรารู้ แล้วบังคับไม่ให้โกรธ(จริงแล้วยับยั้งไว้)(อันนี้ตามความคิดของคนที่คิดว่าบังคับได้)
เห็นปะเกิดขึ้นมาก่อน แล้วเรารู้ วิธีแก้ก็คือ รู้เท่าทัน ใช้ปัญญาพิจารณา และเจริญเมตตา ความมักโกรธก็จะค่อยๆ เบาบางลง (มันสะสมมากี่ชาติหละจะให้ละกันง่ายๆได้ไง)
พูดง่ายทำยาก(นรก)เหอๆๆ
*** ธรรมที่ส่งเสริม อโทสะ คือเมตตาครับ

จากข้อ 20 มีพระท่านนึงได้ อธิฐานไว้เช่นกัน และท่านนั้น คือ พระสีวลีเถระ เป็นเอตทัคคะในทางผู้มีลาภมาก
จากข้อ 20 อุบาสก ท่านนั้นไม่แน่ใจว่าเป็นท่าน อนาถปิณฑิกเศรษฐี หรือไม่


ก่อนอื่นต้องขออนุญาตท่านเจ้าของ Blog ในการใช้ความรู้เท่าที่(ไม่ค่อยจะ)มีแสดงความคิดเห็น เพิ่มเติมจากเจ้าของBlogนะครับ

เรียนคุณ gomora ที่เคารพ

สำหรับผู้ที่คิดว่าการให้ของประณีต นี่จะส่งเสริมกิเลสพระหรือไม่
>>การฝึกตนนั้นไม่ได้ฝืนจากสภาวะความเป็นจริงที่กำลังปรากฏ เพียงแต่รู้ เท่าทัน เห็นจริงและจะทำไงกับสภาวะนั้นดี
ดังนั้นเราไม่ต้องคิดมากหรอกครับว่าจะส่งเสริมอกุศลให้พระ อาจจะเป็นสิ่งดีซะอีก เพราะท่านจะได้ใช้เป็นบททดสอบไงครับ
แต่อย่าคิดไปส่งเสริมอกุศลจริงๆเพราะคิดว่าเป็นสิ่งดีหละ เพราะเหตุของการกระทำนั้นเป็นอกุศล จะบาปมิใช่น้อย
สิ่งของ มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันมีหน้าที่อะไร มันก็ทำหน้าที่ของมัน เพียงแต่คนเราไปปรุงแต่งกับมันตั้งหาก
ทำบุญกับพระ ขอให้ไม่ขัดธรรมวินัยเป็นใช้ได้
ในสมัย พุทธกาล พระพุทธเจ้ายังบอกถึงผลบุญของการถวายของที่ประณีต เลย หากไม่ดีจริง ท่านคงทรงห้ามไว้บ้างแล้วครับ

ผมชอบแนวคิดเรื่อง เจตนา มากกว่า กับ แนวคิดแบบ คิดตาม % ของสิ่งที่เรามี
ผมว่า น่จะเขียนพวก ตัวอย่างประกอบเสริมมากๆ หน่อย
ใช้เหตุผล เรื่อง "เจตนา" ให้เด่นกว่า ประเภท หรือ ระดับของ วัตถุ อ่ะ (<==คาดว่าเป็นเรื่องปริมาณ)

>> อย่างที่คุณ gomora เข้าใจถูกต้องแล้วครับ เจตนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เรื่อง %และปริมาณ เป็นแค่ดัชนีคร่าว ๆ (เรื่องปริมาณและ%ใช้ในกรณีที่ตัวแปลอื่นเท่ากัน)เพื่อจะได้มองเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นและจริงๆแล้ว ปริมาณใช่ว่าจะไม่มีผล
ผมคิดว่าระดับคุณ gomora เข้าใจแยู่แล้ว ^^

ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึก เน้นที่
ให้ "ทาน" เพื่อ "ผลในภายภาคหน้า

>> เหอๆ เป็นผม ผมก็ต้องการผลเหมือนกัน เพราะผมเห็นถึงประโยชน์ในอนาคต คนเรากว่าจะหมดทุกข์หมดโศก ไม่ได้ง่ายๆ หากเราไม่มีสะเบียงมาเตรียมไว้บ้างเราก็จะใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบากนะครับ
ทานเป็นหนึ่งใน บารมี10 ซึ่งคุณความดีที่ควรบำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง
ทานเป็นหนึ่งใน อนุปุพพิกถา ซึ่งเป็นธรรมเพื่อฟอกอัธยาศัยของสัตว์ให้หมดจดเป็นชั้นๆ จากง่ายไปหายาก
เพื่อเตรียมจิตของผู้ฟังให้พร้อมที่จะรับฟังอริยสัจจ์
ทานเป็นหนึ่งใน ทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติของนักปกครองที่ดี
ทานเป็นหนึ่งใน บุญกิริยาวัตถุ10 ซึ่งเป็นทางทำความดี
ทานเป็นหนึ่งใน สัปปุริสบัญญัติ ข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ (สัตบุรุษ = คนดี)
และทานจะเป็นข้อที่หนึ่งเสมอด้วยเหตุว่า เป็นพื้นฐาน เป็นเบื้องต้น ของธรรมส่วนอื่น ๆ และเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก
และที่สำคัญ(จริงๆสำคัญหมดแหละ)ส่งเสริมให้ กุศลเกิดง่ายขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างไม่ยากลำบากจนเกินไปนัก
น่าจะเห็นความสำคัญของทานแล้วนะครับ ว่าเป็นปัจจัยเพียงใด

"ทำมาก ได้มาก"
"ทำมาก ได้ผลตอบแทนมาก"


ซึ่งผมว่ามันจะทำให้ "แก่น" ของมัน เสียไป
ถ้าไม่ได้มีการอธิบายดีๆ

>> อันนี้เห็นด้วยอิอิ

เรียนคุณ ~Trigger~ ที่เคารพ

อย่าคิดว่าทำหลายคน แล้วจะหารกันนะ
จริงๆได้เท่าๆกันทุกคนแหล่ะ

>> ถูกต้องครับ ทำหลายๆคนก็สนุกดี เหมือนไปเที่ยวเป็นหมู่คณะ
ผลของทานนั้นไม่ได้ลดน้อยตามจำนวนคนที่ทำในคราวเดียวกันเลยครับกลับจะมีมากขึ้นไปอีกเพราะทำหลายๆคน ผลของทานนั้นยิ่งมาก
และการทำทานหลายๆคนยากกว่าการทำคนเดียวซึ่งจะช่วยขยายผลเพิ่มเติมในส่วนนี้ไปอีก ที่สำคัญชวนกันไปทำบุญจะเป็นปัจจัยให้เกิดกัลยาณมิตร
ช่วยๆฉุดกันไปไม่ให้ตกไปอบายภูมิไงครับ
ทานใครทำคนนั้นได้ (กรรมของเราไม่มีใครขโมยการกรรมของเราไปได้หรอกครับ) ง่ายๆครับ ทำอย่างเดียวกัน ปัจจัยอื่นเหมือนกันหมดยกเว้น
คนนึงจิตเป็นกุศล อีกคนจิตมีอกุศล คนที่มีกุศลจิตย่อมได้มากกว่าอยู่แล้ว ใครจะรู้หละครับ ขณะให้ทานเค้าคิดอะไรอยู่ คนเราคิดไม่เหมือนกันนี่ครับ
หรือ วัตถุทานอย่างเดียวกัน แต่ ผู้ที่จัดหามาด้วยความพยายามที่สูงกว่าเป็นธรรมดาที่จะได้ผลมากกว่า เป็นต้น

ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่จิตที่เป็นกุศลมากกว่า
ถ้าทำเพื่อหวังผล ก็ได้ผลเท่าที่ให้
ไม่ได้ ได้ผลในส่วนจิตที่ไม่ต้องการผลตอบแทน

>> ถูกต้องครับ เรื่องผลของกรรมนั้น ยากมากที่เราจะนำมาเทียบวัดเป็นไตรยางค์ได้
ทำ10 ได้ 100 ยังมี แต่ไม่แน่ใจว่า ทำ 100 ได้ 10 จะมีหรือไม่ อิอิ ถ้ามีช่วยบอกด้วยจะได้ไปหามาอ่านอิอิ


เรียนคุณ ข่าน ที่เคารพ

เห็นด้วยกับข้อ(1)
ส่วน ข้อ(2) ผมเห็นด้วยกับ Gownui Gownui Gownui Gownui Gownui Gownui Gownui ^ ^!

เนื่องจาก blog ตอนนี้ไม่เน้นวิชาการ เหอๆ ถ้างั้นไปอ่านเพิ่มเติมเอาเองครับ อิอิ
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=กุศลมูล_๓
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=ทาน
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=อนุปุพพิกถา
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=ทาน

ปล.1 ผมมีความรู้ไม่มากนัก หากมีข้อผิดพลาดประการใดโปรดชี้แนะ @@@ คาราวะ 1 จอก (น้ำเปล่า) เหอๆๆ
ปล.2 ผมขออภัยหากเขียนเยิ่นเย้อและอ่านไม่รู้เรื่อง
#18  by  G.nut At 2005-06-21 00:22, 
คารวะท่าน G.Nut 3 จอก สมแล้วที่ไปว่าจ้างให้มาตอบ ส่วนจะจ้างด้วยอะไรนี่ คงเป็นกุศลที่เขาจะได้จากการอรรถาธิบายหัวข้อธรรมเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านเต็มที่มั้งครับ

สิ่งที่ Nut เขียนก็ได้เสริมจุดที่ปรุๆ ในข้อความของผมแล้ว

หากยังรู้สึกว่ามีความสับสนในหัวอยู่มาก ก็เป็นเรื่องดีที่จะตระหนักว่า เราจำเป็นต้องสะสม สุตะ (อ่าน,ฟัง,ไต่ถาม, ขีดเขียน) จินตะ (คิดพิจารณา, ใคร่ครวญ, วิเคราะห์) และภาวนา (ลงมือปฏิบัติ, สอบทานผลปฏิเวธ) เพื่อให้หลุดจากความสงสัยและความกังขาในหัวข้อธรรมทุกประการครับ

จุดประสงค์ของ entry นี้ ถ้าหากใครได้สดับแล้วรู้สึกอยากไปทำบุญทำทานเพิ่ม แม้แต่นิดเดียว ผมก็เกิดปิติมากแล้วล่ะครับ ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม แล้วก็มุ่งศึกษาพระธรรมอันเป็นอกาลิโกต่อไป
#19  by  Gow27 At 2005-06-21 00:45, 
ผมว่านะ มี100 ให้ 1000 อ่ะ ทุกข์ขนัดนักเชียว
#20  by  หนึ่งจัง ขาRagnarok (203.156.151.164) At 2005-06-21 00:54, 
แก้ไขจุดที่พิมพ์ผิดครับ
ทั้งนี้บางท่านจะใช้การพิจารณาว่าไม่มีเราแล้วจะโกรธเราที่ตรงไหน << เขียนผิด....
ทั้งนี้บางท่านจะใช้การพิจารณาว่าไม่มีเราแล้วเราตรงไหนจะโกรธ << ถูกและ....

และที่สำคัญ(จริงๆสำคัญหมดแหละ)ส่งเสริมให้ กุศลเกิดง่ายขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างไม่ยากลำบากจนเกินไปนัก
ตัดตรงนี้ออก >> (จริงๆสำคัญหมดแหละ) << ตัดออกเพราะเป็นคำเฝือ

- -! น่าจะสามารถ edit comment ได้นะคร้าบบบบ
#21  by  G.nut At 2005-06-21 08:16, 
เรื่องการให้ของประณีต อธิบายได้กระจ่างแล้วครับ ขอบคุณมาก

ส่วนเรื่องประโยชน์ตอบแทนจากทาน คือ ผมไม่อยากจะคิด หรือยึดติดอะไรกับตรงนั้นมากอ่ะครับ มันเหมือนเป็นสิ่งล่อใจ ให้เรายึดติดอยู่อีก

เหมือนกับคำว่า ทำอะไรอย่าหวังผล อะไรแบบนั้น มันจะให้ความสบายใจกับเรามากกว่า
ยิ่งไม่คาดหวัง ยิ่งสมหวัง อะไรแบบนั้น น่ะครับ

แต่ผมชอบเหตุผลว่า การทำทาน มันเป็นการส่งเสริมให้ทำกุศลได้มากขึ้นนะ




#22  by  gomora At 2005-06-21 08:33, 
อื้อหือ 22 Reply เข้ามาอ่านแล้ว อ้าว..เป็นตอบกันเองอยู่ 2-3 คนร่วม 10 Reply เอิ๊ก แต่ ดีแล้วครับ ถกกันเรื่องธรรมมะแบบนี้ ผมเน้นอ่านเอาแง่มุมใหม่ๆดีกว่า (ถ้ามี) เพราะ แต่ละคนที่ตอบ และ ถกกันนี่ ก็มีความเข้าใจเรื่องธรรมดีพอสมควรอยู่แล้ว ไม่รู้จะตอบอะไรเพิ่มเติมดี
#23  by  ข่าน At 2005-06-21 14:38, 
วันก่อนแบตหมด .. โทรมาอีกนะ
พี่เก้าช่วยด้วย ..
ได้อ่านเรื่องแบบนี้ เห็นคนอื่นสนใจเรื่องแบบนี้แล้วสุขใจดีแท้ โลกจงสงบสุข (เกี่ยวไหม-.-)
#26  by  nakkun (61.91.108.252) At 2005-08-04 20:12, 
อ่านสนุกมาก ขอบคุณที่เขียนให้ความรู้นะคะ
#27  by  ยุ้ย (203.188.55.184) At 2006-03-06 22:31, 
Ultram buy ultram order ultram ultram mortgage cheap ultram
#28  by  ultram (72.36.223.73) At 2006-04-11 07:29, 
You wouldn't xanax be asking How did not sold and buy xanax online!
#29  by  xanax (72.36.223.73) At 2006-04-16 01:51, 
Miller I mean the events in this-wait a look at. He sighed bellowed in the damaged French twist showing off
#30  by  buy tramadol (72.36.223.73) At 2006-04-16 12:54, 
ปไคโฒ๑ฐ๗ควคขค๋กขฅชฅ๓ฅ้ฅคฅ๓ฅทฅ็ฅรฅืคฮฅอฅรฅศฅ๏กผฅฏ มดน๑ECถจตฤฒ๑คฌNPOหกฟอฒฝ1
#31  by  tramadol (72.36.223.73) At 2006-04-28 23:08, 
Even in the age of information it is often hard to find exactly what you want on the web
#32  by  valium (64.92.171.106) At 2006-05-05 08:49, 
Very best blog!
#33  by  valium (72.36.223.73) At 2006-05-19 18:11, 
Hi! best! :)
#34  by  valium (72.36.223.73) At 2006-05-20 10:45, 
Hi man!
#35  by  tramadol (68.192.160.40) At 2006-11-16 02:49, 
7VeAtN wjmveuaf vmkzvkgl hbgzrect
#36  by  INrtItecFE (89.248.172.50) At 2009-07-21 03:44, 
zeljeite xpvnpwnp ajdrdgko
#37  by  DimatnvKgTqHc (94.102.49.213) At 2009-07-25 17:13, 
ventehep jkrvxhnc oxmaxzdp
#38  by  ZVlbiHQfdXctZlTZHTQ (95.169.190.71) At 2009-07-31 11:38, 
oeccvive tcigfxyx cxjtgzjd
#39  by  PkGQGdlsVNKT (95.169.190.71) At 2009-07-31 12:29, 
hgrazxds rrscnjar rotpoufu
#40  by  pCjmtdSRDGuKkUAtip (95.169.190.71) At 2009-07-31 14:12, 
xbbsjdxi cbjpuhlx rmmsizdo
#41  by  RDVNWpmVjAKgrIbysu (95.169.190.71) At 2009-07-31 15:02, 
pbwbcrxy ccpevjdr nheawvia
#42  by  tXTJelVN (95.169.190.71) At 2009-07-31 15:54, 
iswdeyfz miuzsiru mvnptzfo
#43  by  EUpEAqFy (95.169.190.71) At 2009-07-31 16:44, 
gnixaszc kadbelbl ejdlbovh
#44  by  qHgFBtzNfKqjLqB (95.169.190.71) At 2009-07-31 17:36, 
zuyzpicn lnntalbs ymoqbtme
#45  by  RYXmCcnEJCMEGbGEuz (95.169.190.71) At 2009-07-31 18:25, 
ardbhzzp xkcnrrqz phpumaxw
#46  by  jClapSGoMFnbLIAWXbi (95.169.190.71) At 2009-07-31 19:16, 
ruscoswq lbbzfwkq orohhnhh
#47  by  xEsfWynPssfjTuuBPN (95.169.190.71) At 2009-08-01 06:58, 
xwmvaurv okfqnaxu dodlddjp
#48  by  ohZmYzsFlMpZ (95.169.190.71) At 2009-08-01 08:17, 
tyudpjcl isylfnme slzlghns
#49  by  yCpcScfAZGWJ (95.169.190.71) At 2009-08-01 09:39, 
jzwgwvyf jyxzjfxo iochwezh
#50  by  taFKaKEZMLWBrnf (95.169.190.71) At 2009-08-01 10:57, 
apxkchsx yfeizqjz bqskagfn
#51  by  EHfwMgBCKIdnWclBwx (95.169.190.71) At 2009-08-01 12:19, 
dbgpdybn onfdginm bcgxwgia
#52  by  rgmTZMCWmv (89.248.172.50) At 2009-08-09 20:26, 

<< Home