2005/May/28

Entry เปิดขึ้นมาด้วยปัญหาขี้สงสัยของ Gomoraแท้ๆ :P ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจพอที่จะยกเป็นประเด็นใหม่ให้ได้ถกกัน ประกอบกับความยาวเหยียดของเนื้อหาที่ได้เขียนไว้ เลยขอให้ทุกคนไปอ่าน Previous Entryใน http://gownui.exteen.com/20050526/entryก่อนนะครับ


จริงๆ หลายคนที่มาช่วยแสดงความเห็นแทนอย่าง ทริฟ, ทิง, กระรอกก็มีประเด็นแล้ว ผมจะช่วยเสริมละกัน

เวร... กำลังพิมพ์อยู่ เพื่อนมาชวนไปกินเหล้า มารผจญชัดๆ เอ้า ตอบเลยดีกว่า

Gomora เข้าใจถูกต้องแล้ว ที่กล่าวว่า การจะปฏิสนธิใหม่ในภพภูมิที่ดีขึ้น จะต้องมีวิบากผลแห่งกุศลกรรมเป็นตัวชูโรงให้เกิดในภพนั้นๆ เพราะอกุศลนำมาแต่ความทุกข์และความเสื่อมถอย ไม่มีทางฉุดใครให้เจริญขึ้น ไม่ว่าจะแง่มุมใด

พึงเข้าใจว่า 'ภพ' คือสถานที่แหล่งกำเนิด เช่น นรก สวรรค์ พิภพโลก เป็นต้น ส่วนคำว่า 'ภูมิ' จะบ่งชี้ถึงประเภทหรือเผ่าพันธุ์ของสัตว์ชนิดนั้นๆ เช่น มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เทวดา พรหม เปรต เป็นต้น อธิบายไว้เพื่อจะได้เข้าใจความแตกต่าง

ปัญหาก็คือ ทำไมสัตว์เอาความดีที่ไหนมาเกิดเป็นมนุษย์ ?
จะเคลียร์ได้ ต้องเข้าใจระบบ และประเภทของกรรมคร่าวๆ ก่อน

เงื่อนไขของการได้ถือกำเนิดในภพที่ดีขึ้น หรือยกระดับตัวเองไปสู่ภาวะที่สุขสบาย เอื้อต่อการพัฒนาตัวเองมากขึ้น จากเดรัจฉานเป็นมนุษย์ เกิดจากกุศลกรรมแต่ฝ่ายเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่า เพราะสัตว์นั้นๆ ทำบุญสร้างคุณความดีมาขณะดำรงอยู่เป็นสัตว์ ถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ แต่เป็นเรื่องของกรรมเก่าที่สะสมมานานมากแล้วต่างหาก อาจจะนานเกินกว่าอดีตชาติแค่ชาติสองชาติ บางทีอาจจะใกล้ถึงร้อยหรือพันชาติก็ได้

กฎแห่งกรรมมีนัยยะมากกว่า 3 มิติ กว้างขวางและซับซ้อนเกินกว่าตรรกะเชิงวัตถุ

นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกสัตว์ต่างๆ จะสร้างความดีไม่ได้ แต่ภูมิแห่งสัตว์ มีชื่อเรียกขานว่า 'อบายภูมิ' หมายถึง ภูมิที่มีพื้นฐานของความเสื่อมแทบจะถ่ายเดียว หาความเจริญรุ่งเรืองมิได้ เนื่องจากสรีระและความสามารถของสัตว์เดรัจฉานนั้น จำกัดมาก มีสติปัญญาต่ำ ไม่อำนวยสำหรับปฏิบัติกิจการงานเพื่อความดับทุกข์ เนื่องด้วยอวัยวะต่างๆ เช่น มีขนาดร่างกายเล็กแกร็นหรือใหญ่โตเกินไป ขาดแขนขาที่กระชับ ก้อนสมองเล็ก รอยหยักน้อย เป็นต้น

มองในแง่ของจิตใจ สัตว์ไม่สามารถระลึกถึงเรื่องสัจธรรมได้อย่างรู้เท่าทันเท่ามนุษย์ คล้ายกับถูกธรรมชาติส่งมาเพื่อให้แพร่พันธุ์ สร้างความสมดุลต่อระบบนิเวศน์แล้วก็หมดภาระหน้าที่ (แต่จริงๆ มันก็แค่กำเนิดมาตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครดลบันดาล) วันๆ คอยแต่เคลื่อนไหวจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง ใช้ชีวิตสนองความต้องการเฉพาะขณะ ดำรงอยู่ด้วยเป้าหมายจากสัญชาติญาณ เมื่อหิวก็หาอาหาร เมื่อถูกทำร้ายหรือถูกคุกคามอาณาเขตก็โกรธ เข้าต่อสู้ฉกกัดทันที เมื่ออยากร่วมเพศก็ออกไปหาตัวเมียผสมพันธุ์ ...

พูดง่ายๆ ว่า สัตว์ กิน ขี้ ปี๊ นอน ... ทุกความคิดและการกระทำจึงมาจากอารมณ์ ไม่ได้คิดทำสิ่งสร้างสรรค์พัฒนาตนเองหรือพัฒนาเผ่าพันธุ์ด้วยเหตุและผล ที่มีพื้นฐานอยู่บนกุศลเจตสิก กระทั่งคิดจะไปทำประโยชน์ใดๆ แก่สัตว์อื่นๆ ยิ่งไม่มี ยกเว้นสิ่งที่มันเองผูกพันด้วย ตัวอย่างเช่น สุนัขก็รักแต่เจ้าของ ลิมชิมแปนซีก็ดูแลแต่พรรคพวกในฝูง ถ้ามีลิงจากเผ่าอื่นหลุดเข้ามาก็จะถูกรุมสังหารโหด เป็นต้น

เคยมีผู้สำเร็จญาณที่สามารถรับรู้กระแสจิตและความนึกคิดของผู้อื่นได้ (เจโตปริยญาณ) เล่าให้ฟังว่า ใจของสัตว์นั้น ครองสติอยู่ไม่ได้เลย จึงดำเนินชีวิตตามสัญชาติญาณและความพึงพอใจล้วนๆ เจตสิกหลักๆ ของสัตว์ จึงเต็มไปด้วย ถีนะ กับ มิทธะ คือ ความเซื่องซึม ง่วงเหงาด้วยกิเลส ซึ่งเป็นฝ่ายของอุกศลเจตสิก มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นประธาน (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Entry วันมาฆะบูชาของผม)

ไหนเลยสัตว์จะมาเข้าใจว่า กุศลคืออะไร อกุศลคืออะไร กฎแห่งกรรมมีกระบวนการอย่างไร เพื่อตรึกตรองว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไร

พูดให้ครบก่อน โอกาสที่สัตว์จะสร้างความดีได้ก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี เคยมีประวัติของสุนัขที่เห่าเรียกคนอื่นมาช่วยยามเจ้าของกำลังเป็นอันตราย ซึ่งเป็นความรักในเชิงของสัตว์ผู้เทิดทูนต่อเจ้าของผู้มีบุญคุณ มีเรื่องของฝูงปลาโลมาที่ช่วยนักประดาน้ำจากฉลามขาว แต่นั่นก็ต้องเป็นยอดแห่งสัตว์ผู้มีสติปัญญาเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง แล้วบางครั้งก็เป็นสัตว์ในชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยภูมินั้น

เราเห็นหรือไม่ว่าโอกาสเช่นนี้มีน้อยมาก เพียงหนึ่งในหมื่นหรือหนึ่งในแสนตัว แถมเจตนาที่จะกระทำกรรมใดๆ ลงไป สัตว์หาได้มีเจตนาหนักแน่นเท่าเศษเสี้ยวของมนุษย์เลย กรรมลักษณะที่ว่าจึงเป็นกรรมประเภท 'กตัตกากรรม' หรือกรรมที่เจตนาเบาบาง สักแต่ว่าทำไป โดยอ่อนเจตนารมย์ในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ไม่รู้ชัดตลอดการกระทำ ซึ่งมีผลได้ทั้งทางกุศลและอกุศล แต่เบาบางกว่ากรรมประเภทอื่นๆ

ทีนี้กับคำถามที่ว่า แล้วทำไมสัตว์ตายถึงเกิดเป็นคน ในเมื่อมันแทบไม่ได้สร้างกรรมดีอะไรเลย ขณะดำรงอยู่ในดิรัจฉานภูมิ

ตอบได้ไม่ยากว่า คนเราส่วนใหญ่มักทำความดีและความชั่วสะสมปนเปกันไปในช่วงมีชีวิตอยู่ ลำดับการให้ผลของกรรมที่กระทำ จึงขึ้นอยู่กับจังหวะจะโคนและลำดับคิวตามวาระที่ระบบธรรมชาติจัดสรรไว้ เมื่อถึงคราวของกรรมชั่วให้ผล เราก็จะได้รับทุกขเวทนาเป็นผลให้เกิดความลำบากยากแค้น ไม่สบาย และทุกข์ร้อนต่างๆ กลับกันเมื่อถึงคราวของกรรมดีส่งผล ก็จะได้รับสุขเวทนาอันเป็นความสุขกายสบายใจมาสู่ตัวเรา

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ "ความหนักเบาของกรรมเป็นปัจจัย" สำคัญ
กรรมบางกรรมหนักมาก มีพลังสูงมาก จะรุนแรงแซงโค้งกรรมจิ๊บจ๊อยอื่นๆ เรียกว่าใครขวางหน้ากูชนกระเด็นหมด ได้แก่ 'ครุกรรม' อันเป็นอนันตริยกรรม (ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว) ที่อภัยให้ไม่ได้ ได้แก่ การฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต หรือทำสังฆเภท (ทำหมู่สงฆ์ให้แตกแยก)

สำหรับฝ่ายดี เผื่อใคร่ที่จะทราบประดับความรู้ อนันตริยกรรมของฝ่ายดี คือการเจริญสมถะภาวนาจนจิตสงบระงับได้ถึงระดับอัปนาสมาธิ อันเป็นสมาธิขั้นสูงสุด แล้วได้ฌานสมาบัติ อันเป็นเจโตวิมุติ (หลุดพ้นทางใจ) ให้สิ้นกิเลสประดุจหินทับหญ้าชั่วขณะเข้าฌาน แม้จะยังไม่ตัดกิเลสได้โดยถาวร แต่ก็เป็นบรมสุข เป็นเหตุปัจจัยของพระพรหม

คงมีคนสงสัยว่า ถ้าอนันตริยกรรมฝ่ายชั่วชนกับฝ่ายดี ผลจะเป็นอย่างไร อันนี้ขอนอกเรื่องนิด ... ก็ต้องบอกว่า กรณีนี้ฝ่ายชั่วจะชนะ เพราะฌานนั้นสามารถเสื่อมได้หากจิตเป็นอกุศลหยาบช้าไร้ศีลอย่างร้ายกาจ จะรวบรวมให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิมิได้เลย เมื่อฌานอันเป็นกุศลหรือทักษะที่สามารถเสื่อมถอยได้แล้ว (เสื่อมได้คือสูญเสียได้ ลืมเลือนได้ เช่น เคยทำได้แล้วจู่ๆ ก็กลับทำไม่ได้ เป็นต้น) ผลแห่งกรรมดีก็จะถือเป็นโมฆะ แล้วก็ย่อมเป็นคราวของอนันตริยกรรมฝ่ายอกุศลที่จะให้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย พึงระลึกถึงพระเทวฑัตเป็นกรณีศึกษา

กรรมที่รุนแรงรองลงมาจากอนันตริยกรรม คือ 'อาสันนกรรม' อันเป็นกรรมตอนกำลังจะตาย หรือกรรมก่อนละขันธุ์แห่งปัจจุบันภพ หากจิตจับยึดกับอารมณ์ใด หรือสิ่งใดเมื่อสิ้นชีวิตลง กรรมนั้นจะมีผลแรงเป็นอันดับสองในกรณีที่ไม่เคยสร้างครุกรรมมาก่อน ดังนั้นจะมีเหตุการณ์ที่อันตรายอยู่เหมือนกัน สำหรับผู้ประพฤติตนดีงามมาชั่วชีวิต แต่ตอนตายดันห่วงหาอาลัยถึงลูกเมียและทรัพย์สมบัติ ไม่ได้เตรียมใจให้มั่น อบรมมรณานุสติมาน้อย ทำให้จิตประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ เฉียบพลัน ครั้นตายแล้วอาสันนกรรมส่งลงสู่อบายทันที ถือกำเนิดในภูมิ เปรต อสูรกาย สัตว์นรก หรือสัตว์เดรัจฉาน

คนที่ตายแล้วเกิดเป็นสัตว์มีมากมาย เพราะจิตมัวห่วงหาเกาะเกี่ยวกับอะไรบางอย่างตอนตาย อันเป็นสภาวะของโมหะเจตสิก เปรียบเหมือนยึดติดพร่ามัวในกองอาจม จึงอุบัติในภพแห่งความสกปรกของสัตว์เดรัจฉาน

อาสันนกรรม มักทำงานสัมพันธ์กับกรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผลมั่นคงและยาวนาน เป็นรากฐานสำคัญ เพราะในชีวิตของเรานี้จะสั่งสมกรรมประเภทนี้ไว้เยอะที่สุด กรรมนั้นเรียกว่า 'อาจิณกรรม' หรือกรรมที่ทำเป็นประจำ เป็นอาจิณขณะดำรงชีวิตอยู่ พฤติกรรมทางกาย วาจา และใจที่หมั่นสะสมอยู่เนืองๆ เป็นสันดาน ก็จะมาออกดอกผลกันเป็นอันดับสาม หากว่าไม่มีครุกรรมและอาสันนกรรมรอรับอยู่

ทว่าอาจิณกรรมมักเกี่ยวดองกับอาสันนกรรม ด้วยเหตุว่า สิ่งที่ทำจนเคยชินแล้ว มักปรากฎเป็นคตินิมิตให้ระลึกได้ตอนจะตาย เช่น ถ้าเราทำคุณงามความดีมาสม่ำเสมอ มิเคยบกพร่อง ภาพอันตราตรึงนั้นจะแสดงให้เรานึกถึงก่อนตาย เป็นภาพองค์พระบ้าง เสียงสวดมนต์หรือดนตรีประโคมอันไพเราะบ้าง บ้างก็เป็นภาพความทรงจำที่เราประทับใจ เช่น เคยช่วยเหลือเพื่อน เคยปฏิบัติพ่อแม่ ภาพต่างๆ จะย้อนมาเป็นฉากๆ ส่วนคนที่ประพฤติชั่วมาตลอด ก็จะนึกภาพความดีไม่ออก เห็นแต่เหตุการณ์ที่เราได้ทำร้ายเบียดเบียนใครต่อใครก่อนตาย บางครั้งมาในรูปแบบสัตว์ที่เคยฆ่า เหตุการณ์น่าเศร้าในชีวิต มีผลให้คนใกล้ตายเกิดอาการเศร้าสลดหรือตกใจกลัวสุดขีด ดูทุรนทุรายมาก

เขียนมาซะยาว ในเรื่องความหนักเบาของกรรม แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ...

ความหนักเบาของกรรมไม่ใช่เครื่องการันตี ความรวดเร็ว ในการส่งผลเสมอไปนะ !
กรรมหนักบางกรรมอาจให้ผลช้า แต่กรรมเบาบางกรรมอาจให้ผลรวดเร็วมาก มันมีหลายตัวแปรร่วม

คั่นกลับมาตอบเรื่อง ทำไมสัตว์เกิดเป็นมนุษย์ก่อน อีกครั้ง ที่ว่าสัตว์เกิดเป็นมนุษย์ได้ ก็เพราะกุศลวิบาก (ผลกกรรมดี) ในอดีตชาติ ถึงจังหวะส่งผลนั่นเอง ทิงเข้าใจส่วนนี้ได้ถูก

ซึ่งความดีนั้น อาจจะเป็นการกระทำสมัยชาติที่สัตว์ตัวนั้นเคยเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ทรงภูมิปัญญา (ในดาวอื่น) มาก่อน แล้วได้สร้างสมกรรมเก่าไว้พอสมควรทั้งฝ่ายดีและชั่ว เมื่ออกุศลที่ทำให้ปฏิสนธิเป็นสัตว์ให้ผลหมดวาระของมันไปแล้ว และสัตว์ตัวนั้นไม่ได้ทำกรรมชั่วอะไรที่ใหญ่โตตอนดำรงภาวะแห่งเดรัจฉาน (จนสามารถเข้าแทรกคิวผลกรรมเก่าในอดีตได้) เช่น แค่กินอยู่ หลับนอนไปวันๆ ไม่ได้ทำความเดือนร้อนแก่ใคร เมื่อตายลงก็เลยมีช่องทางสำหรับกุศล (ที่เคยปฏิบัติทางกายและวาจา) ให้เกิดเป็นมนุษย์หรือสวรรค์ต่อไป

แต่หากอดีตชาติของสัตว์นั้นแทบไม่มีกุศลหนุนหลังอยู่เลย โอกาสจะพ้นจากอบายจึงริบหรี่เหลือเกิน มีแต่เสื่อมกับเสื่อมลงแทบจะโงหัวไม่ขึ้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "การเกิดเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง" และ "คนเกิดในสุขคติภูมิมีประดุจเขาโค แต่คนไปอบายมีประดุจขนโค" สยองไหมครับ ?

จะร้องเพลง "The Path of No Return" ของ Phantom of Opera ก็ได้นะ ;p

แถมเมื่อเสียเวลาไปเป็นเดรัจฉานเสียหลายชาติ ก็จะสะสมอุปนิสัยและบุคคลิกภาพแห่งสัตว์นั้นตามมาเป็นผลร้ายอีก จากคนที่เคยฉลาดหลักแหลมก็กลายเป็นคนสติปัญญาทึบ เข้าใจอะไรยากเย็น เรียนไม่ทันเพื่อน บางคนก็กลายเป็นคนที่ทำอะไรตามสัญชาติญานเป็นหลัก ไม่ค่อยใช้เหตุผลตรึกตรองผลดีผลเสีย มีสติสัมปชัญญะน้อย เช่น คนที่ชาติก่อนเกิดเป็นแมลงวัน มาชาตินี้ก็อาจเป็นคนที่ไม่ชอบรักษาความสะอาด ชอบของเหม็นเน่า เป็นต้น

ก็เค้าจะเอาเวลาไหนในช่วงใช้ชีวิตเป็นสัตว์ มาฝึกฝน พัฒนาสติปัญญาและศักยภาพในศาสตร์และศิลป์ของตัวเองล่ะครับ ?

สมมุติเราเคยมีพรสวรรค์ทางดนตรีระดับ โมซาร์ท แต่พอไปเกิดสัตว์ต่อเนื่องซักพันชาติ กลับมาฝีมือดนตรีอาจห่วยแตก ไร้สมรรถภาพแล้วก็ได้ ?!!

ความสามารถ ความรัก (ที่ว่า คงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย) ความรู้สึก ความถนัดอะไรต่อมิอะไร มันเสื่อมได้หมด แถมยังง่ายดายเสียด้วย !

ในทำนองเดียวกัน คนที่เคยเกิดมาเป็นเศรษฐี สุขสบาย นอนงอมืองอเท้ากระติกตีนให้คนมารับใช้ หรือเสพสุขตามอัตภาพของเทวดามานาน ก็อาจติดนิสัยรักสบาย ชอบใช้แต่ของหรูๆ แพงๆ รสนิยมสูง เป็นคนช่างเลือก ปราณีต และหยิบโหย่งกว่าคนอื่น แล้วยังมีเรื่องน่าคิดด้วยว่า ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ตรากตรำสู้ชีวิตมาหลายชาติ ก็มักเป็นคนที่ชินกับอุปนิสัยอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องง่วนหาอะไรทำอยู่เสมอ นี่ก็เป็นทรรศนะคร่าวๆ ให้เห็นภาพนะ

สรุปให้ฟังง่ายๆ
สมมุติว่า อดีตชาติผมทำกรรมอยู่เพียง 2 กรรม คือ ฆ่าคนตายหนึ่ง กับ ช่วยชีวิตคนที่กำลังจะตายหนึ่ง เมื่อตายไป กรรมแรกที่ฆ่าคนดันให้ผลก่อน ผมก็อาจไปเกิดในนรก ทรมานอยู่นาน แต่เมื่อผลกรรมนั้นถูกชดใช้หมด เป็นอโหสิกรรม จุติจากนรกก็ต้องขึ้นมาเกิดในสวรรค์หรือโลกมนุษย์เพื่อเสวยสุขตามสภาพของวิบากกรรม

ใช่ว่าสัตว์ต่างๆ จะทำกรรมกันแค่ชาติสองชาติ บางทีกรรมของเมื่อหมื่นหรือแสนชาติที่แล้วอาจกำลังส่งผลอยู่ก็ได้ ระบบกรรมจึงมีความซับซ้อนมากเกินสติปัญญาทั่วไปของมนุษย์ผู้ไม่เคยเจริญภาวนาจะหยั่งถึง และถูกจัดเข้าไว้ใน อจินไตยประเภทที่สาม คือ 'กรรมวิสัย'

มาต่อเพื่อปิดประเด็นกัน ก่อนหน้าผมเกริ่นถึงเรื่องว่า น้ำหนักของกรรม ไม่ใช่เหตุปัจจัยเดียวของ ความเร็วในการส่งผลของวิบากกรรมเสมอไป เกณฑ์การวัดความรวดเร็วของกรรม ตัดสินจากวิถีจิต ซึ่งใช้ 'ชวนะ' เป็นตัวพิจารณา

ชวนะ คือองค์ประกอบหนึ่งของจิต ซึ่งมีหน้าที่ในการเสพอารมณ์ ที่รับรู้เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อันเป็นประตูรับข้อมูลข่าวสารจากภายนอก ชวนะเป็นช่องลงของเจตนาและเจตสิกอื่นๆ (สิ่งที่เกิดประกอบควบคู่กับจิต) อันติดแนบสนิทฝังกับจิตอยู่ตลอดแบบข้ามภพข้ามชาติ เปรียบเสมือนเครื่องบันทึกคุณสมบัติความแรงของวิบากต่างๆ ที่มีสเกลย่อย คอยวัดระดับของกรรมนั้นๆ ว่าจะให้ผลเป็นวิบากเมื่อไหร่ ในแง่ของเวลา

ชวนะจะแบ่งเป็น 7 ดวง ตั้งแต่ดวงที่ 1, 2, 3, ... ไล่ไปจนถึงดวงที่ 7

กล่าวว่าสิ่งที่เราทำขณะอยู่ในภวังคจิต อันเป็นสภาพที่ไม่รับรู้อารมณ์จากภายนอก ทาง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ (อารมณ์ทางใจ) เช่น ตอนกำลังหลับสนิท หรือหมดสติไป การกระทำทุกอย่างตอนนั้นจะไม่ประกอบด้วยเจตนาเจตสิก หากมีก็ถือว่าอ่อนมาก แทบไม่เป็นกรรมเลย จึงกล่าวได้ว่า ชวนะบันทึกกรรมทุกประเภทไว้ภายในจิตของเรา

กรรมที่เรารอผลระยะยาวส่วนใหญ่ จะเป็นจำพวกที่ให้ผลในชาติหน้า และชาติถัดๆ ไป ดังเช่น 'อุปัชชเวทนียกรรม' ซึ่งมีเจตนาอยู่ในชวนะดวงที่ 7 จะให้ผลในภพถัดไปหลังเราตายแล้วเท่านั้น เพราะไม่มีขันธุ์ที่เหมาะสมจะรับสภาพมหึมาของผลวิบากชนิดนี้ จึงเป็นวิบากในลักษณะตกแต่งให้เราปฏิสนธิในภพภูมิที่เหมาะสมตามสภาพ (ชนกกรรม)

ส่วนกรรมที่ให้ผลในชาติถัดๆ ไป ต่อจากชาติหน้า คอยสอดแทรกเหตุการณ์และโอกาสต่างๆ ให้ยาวนาน บางทีเป็นร้อยเป็นพันชาติ ประมาณว่า ไอ้คนนี้เกิดมากี่หนๆ มันก็ซวยเรื่องเดิมๆ ตลอดศก เกิดมาโดนผู้หญิงทิ้งติดกันสิบชาติ เกิดมาพิการร้อยชาติ จนกว่าจะได้แก้เหตุของความซวยนั้น จะเรียกว่า 'อปราปริยเวทนียกรรม' ซึ่งมีเจตนาอยู่ในชวนะดวงที่ 2-6 อันเป็นไปในลักษณะของการสะสมไล่ไปทุกช่วงเจตนา มีความหนักแน่นแบบเรื้อรัง แต่ไม่มาแบบโครมเดียวทั้งดุ้น จึงเกิดผลยือเยื้อต่อเนื่องแทบไม่มีสิ้นสุด

กรรมที่กระทำแล้วให้ผลอย่างรวดเร็วภายในชาติปัจจุบัน อย่างเร็วสุดภายใน 7 วัน นานหน่อยก็ห่างออกไป อาจเป็นช่วงวัยกลางคนหรือตอนบั้นปลาย เรียกว่า 'ทิฐธรรมเวทนียกรรม' เป็นกรรมที่เจตนาอยู่ในชวนะดวงที่ 1 หรือช่วงแรกสุด หมายเอากรรมที่มีเจตนาในรูปแบบที่จะถูกจัดอยู่ได้แค่ในชวนะช่วงแรกเท่านั้น ยังไม่มีอุปการะปั