2005/May/28

Entry เปิดขึ้นมาด้วยปัญหาขี้สงสัยของ Gomoraแท้ๆ :P ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจพอที่จะยกเป็นประเด็นใหม่ให้ได้ถกกัน ประกอบกับความยาวเหยียดของเนื้อหาที่ได้เขียนไว้ เลยขอให้ทุกคนไปอ่าน Previous Entryใน http://gownui.exteen.com/20050526/entryก่อนนะครับ


จริงๆ หลายคนที่มาช่วยแสดงความเห็นแทนอย่าง ทริฟ, ทิง, กระรอกก็มีประเด็นแล้ว ผมจะช่วยเสริมละกัน

เวร... กำลังพิมพ์อยู่ เพื่อนมาชวนไปกินเหล้า มารผจญชัดๆ เอ้า ตอบเลยดีกว่า

Gomora เข้าใจถูกต้องแล้ว ที่กล่าวว่า การจะปฏิสนธิใหม่ในภพภูมิที่ดีขึ้น จะต้องมีวิบากผลแห่งกุศลกรรมเป็นตัวชูโรงให้เกิดในภพนั้นๆ เพราะอกุศลนำมาแต่ความทุกข์และความเสื่อมถอย ไม่มีทางฉุดใครให้เจริญขึ้น ไม่ว่าจะแง่มุมใด

พึงเข้าใจว่า 'ภพ' คือสถานที่แหล่งกำเนิด เช่น นรก สวรรค์ พิภพโลก เป็นต้น ส่วนคำว่า 'ภูมิ' จะบ่งชี้ถึงประเภทหรือเผ่าพันธุ์ของสัตว์ชนิดนั้นๆ เช่น มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เทวดา พรหม เปรต เป็นต้น อธิบายไว้เพื่อจะได้เข้าใจความแตกต่าง

ปัญหาก็คือ ทำไมสัตว์เอาความดีที่ไหนมาเกิดเป็นมนุษย์ ?
จะเคลียร์ได้ ต้องเข้าใจระบบ และประเภทของกรรมคร่าวๆ ก่อน

เงื่อนไขของการได้ถือกำเนิดในภพที่ดีขึ้น หรือยกระดับตัวเองไปสู่ภาวะที่สุขสบาย เอื้อต่อการพัฒนาตัวเองมากขึ้น จากเดรัจฉานเป็นมนุษย์ เกิดจากกุศลกรรมแต่ฝ่ายเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่า เพราะสัตว์นั้นๆ ทำบุญสร้างคุณความดีมาขณะดำรงอยู่เป็นสัตว์ ถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ แต่เป็นเรื่องของกรรมเก่าที่สะสมมานานมากแล้วต่างหาก อาจจะนานเกินกว่าอดีตชาติแค่ชาติสองชาติ บางทีอาจจะใกล้ถึงร้อยหรือพันชาติก็ได้

กฎแห่งกรรมมีนัยยะมากกว่า 3 มิติ กว้างขวางและซับซ้อนเกินกว่าตรรกะเชิงวัตถุ

นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกสัตว์ต่างๆ จะสร้างความดีไม่ได้ แต่ภูมิแห่งสัตว์ มีชื่อเรียกขานว่า 'อบายภูมิ' หมายถึง ภูมิที่มีพื้นฐานของความเสื่อมแทบจะถ่ายเดียว หาความเจริญรุ่งเรืองมิได้ เนื่องจากสรีระและความสามารถของสัตว์เดรัจฉานนั้น จำกัดมาก มีสติปัญญาต่ำ ไม่อำนวยสำหรับปฏิบัติกิจการงานเพื่อความดับทุกข์ เนื่องด้วยอวัยวะต่างๆ เช่น มีขนาดร่างกายเล็กแกร็นหรือใหญ่โตเกินไป ขาดแขนขาที่กระชับ ก้อนสมองเล็ก รอยหยักน้อย เป็นต้น

มองในแง่ของจิตใจ สัตว์ไม่สามารถระลึกถึงเรื่องสัจธรรมได้อย่างรู้เท่าทันเท่ามนุษย์ คล้ายกับถูกธรรมชาติส่งมาเพื่อให้แพร่พันธุ์ สร้างความสมดุลต่อระบบนิเวศน์แล้วก็หมดภาระหน้าที่ (แต่จริงๆ มันก็แค่กำเนิดมาตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครดลบันดาล) วันๆ คอยแต่เคลื่อนไหวจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง ใช้ชีวิตสนองความต้องการเฉพาะขณะ ดำรงอยู่ด้วยเป้าหมายจากสัญชาติญาณ เมื่อหิวก็หาอาหาร เมื่อถูกทำร้ายหรือถูกคุกคามอาณาเขตก็โกรธ เข้าต่อสู้ฉกกัดทันที เมื่ออยากร่วมเพศก็ออกไปหาตัวเมียผสมพันธุ์ ...

พูดง่ายๆ ว่า สัตว์ กิน ขี้ ปี๊ นอน ... ทุกความคิดและการกระทำจึงมาจากอารมณ์ ไม่ได้คิดทำสิ่งสร้างสรรค์พัฒนาตนเองหรือพัฒนาเผ่าพันธุ์ด้วยเหตุและผล ที่มีพื้นฐานอยู่บนกุศลเจตสิก กระทั่งคิดจะไปทำประโยชน์ใดๆ แก่สัตว์อื่นๆ ยิ่งไม่มี ยกเว้นสิ่งที่มันเองผูกพันด้วย ตัวอย่างเช่น สุนัขก็รักแต่เจ้าของ ลิมชิมแปนซีก็ดูแลแต่พรรคพวกในฝูง ถ้ามีลิงจากเผ่าอื่นหลุดเข้ามาก็จะถูกรุมสังหารโหด เป็นต้น

เคยมีผู้สำเร็จญาณที่สามารถรับรู้กระแสจิตและความนึกคิดของผู้อื่นได้ (เจโตปริยญาณ) เล่าให้ฟังว่า ใจของสัตว์นั้น ครองสติอยู่ไม่ได้เลย จึงดำเนินชีวิตตามสัญชาติญาณและความพึงพอใจล้วนๆ เจตสิกหลักๆ ของสัตว์ จึงเต็มไปด้วย ถีนะ กับ มิทธะ คือ ความเซื่องซึม ง่วงเหงาด้วยกิเลส ซึ่งเป็นฝ่ายของอุกศลเจตสิก มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นประธาน (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Entry วันมาฆะบูชาของผม)

ไหนเลยสัตว์จะมาเข้าใจว่า กุศลคืออะไร อกุศลคืออะไร กฎแห่งกรรมมีกระบวนการอย่างไร เพื่อตรึกตรองว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไร

พูดให้ครบก่อน โอกาสที่สัตว์จะสร้างความดีได้ก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี เคยมีประวัติของสุนัขที่เห่าเรียกคนอื่นมาช่วยยามเจ้าของกำลังเป็นอันตราย ซึ่งเป็นความรักในเชิงของสัตว์ผู้เทิดทูนต่อเจ้าของผู้มีบุญคุณ มีเรื่องของฝูงปลาโลมาที่ช่วยนักประดาน้ำจากฉลามขาว แต่นั่นก็ต้องเป็นยอดแห่งสัตว์ผู้มีสติปัญญาเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง แล้วบางครั้งก็เป็นสัตว์ในชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยภูมินั้น

เราเห็นหรือไม่ว่าโอกาสเช่นนี้มีน้อยมาก เพียงหนึ่งในหมื่นหรือหนึ่งในแสนตัว แถมเจตนาที่จะกระทำกรรมใดๆ ลงไป สัตว์หาได้มีเจตนาหนักแน่นเท่าเศษเสี้ยวของมนุษย์เลย กรรมลักษณะที่ว่าจึงเป็นกรรมประเภท 'กตัตกากรรม' หรือกรรมที่เจตนาเบาบาง สักแต่ว่าทำไป โดยอ่อนเจตนารมย์ในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ไม่รู้ชัดตลอดการกระทำ ซึ่งมีผลได้ทั้งทางกุศลและอกุศล แต่เบาบางกว่ากรรมประเภทอื่นๆ

ทีนี้กับคำถามที่ว่า แล้วทำไมสัตว์ตายถึงเกิดเป็นคน ในเมื่อมันแทบไม่ได้สร้างกรรมดีอะไรเลย ขณะดำรงอยู่ในดิรัจฉานภูมิ

ตอบได้ไม่ยากว่า คนเราส่วนใหญ่มักทำความดีและความชั่วสะสมปนเปกันไปในช่วงมีชีวิตอยู่ ลำดับการให้ผลของกรรมที่กระทำ จึงขึ้นอยู่กับจังหวะจะโคนและลำดับคิวตามวาระที่ระบบธรรมชาติจัดสรรไว้ เมื่อถึงคราวของกรรมชั่วให้ผล เราก็จะได้รับทุกขเวทนาเป็นผลให้เกิดความลำบากยากแค้น ไม่สบาย และทุกข์ร้อนต่างๆ กลับกันเมื่อถึงคราวของกรรมดีส่งผล ก็จะได้รับสุขเวทนาอันเป็นความสุขกายสบายใจมาสู่ตัวเรา

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ "ความหนักเบาของกรรมเป็นปัจจัย" สำคัญ
กรรมบางกรรมหนักมาก มีพลังสูงมาก จะรุนแรงแซงโค้งกรรมจิ๊บจ๊อยอื่นๆ เรียกว่าใครขวางหน้ากูชนกระเด็นหมด ได้แก่ 'ครุกรรม' อันเป็นอนันตริยกรรม (ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว) ที่อภัยให้ไม่ได้ ได้แก่ การฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต หรือทำสังฆเภท (ทำหมู่สงฆ์ให้แตกแยก)

สำหรับฝ่ายดี เผื่อใคร่ที่จะทราบประดับความรู้ อนันตริยกรรมของฝ่ายดี คือการเจริญสมถะภาวนาจนจิตสงบระงับได้ถึงระดับอัปนาสมาธิ อันเป็นสมาธิขั้นสูงสุด แล้วได้ฌานสมาบัติ อันเป็นเจโตวิมุติ (หลุดพ้นทางใจ) ให้สิ้นกิเลสประดุจหินทับหญ้าชั่วขณะเข้าฌาน แม้จะยังไม่ตัดกิเลสได้โดยถาวร แต่ก็เป็นบรมสุข เป็นเหตุปัจจัยของพระพรหม

คงมีคนสงสัยว่า ถ้าอนันตริยกรรมฝ่ายชั่วชนกับฝ่ายดี ผลจะเป็นอย่างไร อันนี้ขอนอกเรื่องนิด ... ก็ต้องบอกว่า กรณีนี้ฝ่ายชั่วจะชนะ เพราะฌานนั้นสามารถเสื่อมได้หากจิตเป็นอกุศลหยาบช้าไร้ศีลอย่างร้ายกาจ จะรวบรวมให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิมิได้เลย เมื่อฌานอันเป็นกุศลหรือทักษะที่สามารถเสื่อมถอยได้แล้ว (เสื่อมได้คือสูญเสียได้ ลืมเลือนได้ เช่น เคยทำได้แล้วจู่ๆ ก็กลับทำไม่ได้ เป็นต้น) ผลแห่งกรรมดีก็จะถือเป็นโมฆะ แล้วก็ย่อมเป็นคราวของอนันตริยกรรมฝ่ายอกุศลที่จะให้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย พึงระลึกถึงพระเทวฑัตเป็นกรณีศึกษา

กรรมที่รุนแรงรองลงมาจากอนันตริยกรรม คือ 'อาสันนกรรม' อันเป็นกรรมตอนกำลังจะตาย หรือกรรมก่อนละขันธุ์แห่งปัจจุบันภพ หากจิตจับยึดกับอารมณ์ใด หรือสิ่งใดเมื่อสิ้นชีวิตลง กรรมนั้นจะมีผลแรงเป็นอันดับสองในกรณีที่ไม่เคยสร้างครุกรรมมาก่อน ดังนั้นจะมีเหตุการณ์ที่อันตรายอยู่เหมือนกัน สำหรับผู้ประพฤติตนดีงามมาชั่วชีวิต แต่ตอนตายดันห่วงหาอาลัยถึงลูกเมียและทรัพย์สมบัติ ไม่ได้เตรียมใจให้มั่น อบรมมรณานุสติมาน้อย ทำให้จิตประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ เฉียบพลัน ครั้นตายแล้วอาสันนกรรมส่งลงสู่อบายทันที ถือกำเนิดในภูมิ เปรต อสูรกาย สัตว์นรก หรือสัตว์เดรัจฉาน

คนที่ตายแล้วเกิดเป็นสัตว์มีมากมาย เพราะจิตมัวห่วงหาเกาะเกี่ยวกับอะไรบางอย่างตอนตาย อันเป็นสภาวะของโมหะเจตสิก เปรียบเหมือนยึดติดพร่ามัวในกองอาจม จึงอุบัติในภพแห่งความสกปรกของสัตว์เดรัจฉาน

อาสันนกรรม มักทำงานสัมพันธ์กับกรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผลมั่นคงและยาวนาน เป็นรากฐานสำคัญ เพราะในชีวิตของเรานี้จะสั่งสมกรรมประเภทนี้ไว้เยอะที่สุด กรรมนั้นเรียกว่า 'อาจิณกรรม' หรือกรรมที่ทำเป็นประจำ เป็นอาจิณขณะดำรงชีวิตอยู่ พฤติกรรมทางกาย วาจา และใจที่หมั่นสะสมอยู่เนืองๆ เป็นสันดาน ก็จะมาออกดอกผลกันเป็นอันดับสาม หากว่าไม่มีครุกรรมและอาสันนกรรมรอรับอยู่

ทว่าอาจิณกรรมมักเกี่ยวดองกับอาสันนกรรม ด้วยเหตุว่า สิ่งที่ทำจนเคยชินแล้ว มักปรากฎเป็นคตินิมิตให้ระลึกได้ตอนจะตาย เช่น ถ้าเราทำคุณงามความดีมาสม่ำเสมอ มิเคยบกพร่อง ภาพอันตราตรึงนั้นจะแสดงให้เรานึกถึงก่อนตาย เป็นภาพองค์พระบ้าง เสียงสวดมนต์หรือดนตรีประโคมอันไพเราะบ้าง บ้างก็เป็นภาพความทรงจำที่เราประทับใจ เช่น เคยช่วยเหลือเพื่อน เคยปฏิบัติพ่อแม่ ภาพต่างๆ จะย้อนมาเป็นฉากๆ ส่วนคนที่ประพฤติชั่วมาตลอด ก็จะนึกภาพความดีไม่ออก เห็นแต่เหตุการณ์ที่เราได้ทำร้ายเบียดเบียนใครต่อใครก่อนตาย บางครั้งมาในรูปแบบสัตว์ที่เคยฆ่า เหตุการณ์น่าเศร้าในชีวิต มีผลให้คนใกล้ตายเกิดอาการเศร้าสลดหรือตกใจกลัวสุดขีด ดูทุรนทุรายมาก

เขียนมาซะยาว ในเรื่องความหนักเบาของกรรม แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ...

ความหนักเบาของกรรมไม่ใช่เครื่องการันตี ความรวดเร็ว ในการส่งผลเสมอไปนะ !
กรรมหนักบางกรรมอาจให้ผลช้า แต่กรรมเบาบางกรรมอาจให้ผลรวดเร็วมาก มันมีหลายตัวแปรร่วม

คั่นกลับมาตอบเรื่อง ทำไมสัตว์เกิดเป็นมนุษย์ก่อน อีกครั้ง ที่ว่าสัตว์เกิดเป็นมนุษย์ได้ ก็เพราะกุศลวิบาก (ผลกกรรมดี) ในอดีตชาติ ถึงจังหวะส่งผลนั่นเอง ทิงเข้าใจส่วนนี้ได้ถูก

ซึ่งความดีนั้น อาจจะเป็นการกระทำสมัยชาติที่สัตว์ตัวนั้นเคยเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ทรงภูมิปัญญา (ในดาวอื่น) มาก่อน แล้วได้สร้างสมกรรมเก่าไว้พอสมควรทั้งฝ่ายดีและชั่ว เมื่ออกุศลที่ทำให้ปฏิสนธิเป็นสัตว์ให้ผลหมดวาระของมันไปแล้ว และสัตว์ตัวนั้นไม่ได้ทำกรรมชั่วอะไรที่ใหญ่โตตอนดำรงภาวะแห่งเดรัจฉาน (จนสามารถเข้าแทรกคิวผลกรรมเก่าในอดีตได้) เช่น แค่กินอยู่ หลับนอนไปวันๆ ไม่ได้ทำความเดือนร้อนแก่ใคร เมื่อตายลงก็เลยมีช่องทางสำหรับกุศล (ที่เคยปฏิบัติทางกายและวาจา) ให้เกิดเป็นมนุษย์หรือสวรรค์ต่อไป

แต่หากอดีตชาติของสัตว์นั้นแทบไม่มีกุศลหนุนหลังอยู่เลย โอกาสจะพ้นจากอบายจึงริบหรี่เหลือเกิน มีแต่เสื่อมกับเสื่อมลงแทบจะโงหัวไม่ขึ้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "การเกิดเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง" และ "คนเกิดในสุขคติภูมิมีประดุจเขาโค แต่คนไปอบายมีประดุจขนโค" สยองไหมครับ ?

จะร้องเพลง "The Path of No Return" ของ Phantom of Opera ก็ได้นะ ;p

แถมเมื่อเสียเวลาไปเป็นเดรัจฉานเสียหลายชาติ ก็จะสะสมอุปนิสัยและบุคคลิกภาพแห่งสัตว์นั้นตามมาเป็นผลร้ายอีก จากคนที่เคยฉลาดหลักแหลมก็กลายเป็นคนสติปัญญาทึบ เข้าใจอะไรยากเย็น เรียนไม่ทันเพื่อน บางคนก็กลายเป็นคนที่ทำอะไรตามสัญชาติญานเป็นหลัก ไม่ค่อยใช้เหตุผลตรึกตรองผลดีผลเสีย มีสติสัมปชัญญะน้อย เช่น คนที่ชาติก่อนเกิดเป็นแมลงวัน มาชาตินี้ก็อาจเป็นคนที่ไม่ชอบรักษาความสะอาด ชอบของเหม็นเน่า เป็นต้น

ก็เค้าจะเอาเวลาไหนในช่วงใช้ชีวิตเป็นสัตว์ มาฝึกฝน พัฒนาสติปัญญาและศักยภาพในศาสตร์และศิลป์ของตัวเองล่ะครับ ?

สมมุติเราเคยมีพรสวรรค์ทางดนตรีระดับ โมซาร์ท แต่พอไปเกิดสัตว์ต่อเนื่องซักพันชาติ กลับมาฝีมือดนตรีอาจห่วยแตก ไร้สมรรถภาพแล้วก็ได้ ?!!

ความสามารถ ความรัก (ที่ว่า คงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย) ความรู้สึก ความถนัดอะไรต่อมิอะไร มันเสื่อมได้หมด แถมยังง่ายดายเสียด้วย !

ในทำนองเดียวกัน คนที่เคยเกิดมาเป็นเศรษฐี สุขสบาย นอนงอมืองอเท้ากระติกตีนให้คนมารับใช้ หรือเสพสุขตามอัตภาพของเทวดามานาน ก็อาจติดนิสัยรักสบาย ชอบใช้แต่ของหรูๆ แพงๆ รสนิยมสูง เป็นคนช่างเลือก ปราณีต และหยิบโหย่งกว่าคนอื่น แล้วยังมีเรื่องน่าคิดด้วยว่า ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ตรากตรำสู้ชีวิตมาหลายชาติ ก็มักเป็นคนที่ชินกับอุปนิสัยอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องง่วนหาอะไรทำอยู่เสมอ นี่ก็เป็นทรรศนะคร่าวๆ ให้เห็นภาพนะ

สรุปให้ฟังง่ายๆ
สมมุติว่า อดีตชาติผมทำกรรมอยู่เพียง 2 กรรม คือ ฆ่าคนตายหนึ่ง กับ ช่วยชีวิตคนที่กำลังจะตายหนึ่ง เมื่อตายไป กรรมแรกที่ฆ่าคนดันให้ผลก่อน ผมก็อาจไปเกิดในนรก ทรมานอยู่นาน แต่เมื่อผลกรรมนั้นถูกชดใช้หมด เป็นอโหสิกรรม จุติจากนรกก็ต้องขึ้นมาเกิดในสวรรค์หรือโลกมนุษย์เพื่อเสวยสุขตามสภาพของวิบากกรรม

ใช่ว่าสัตว์ต่างๆ จะทำกรรมกันแค่ชาติสองชาติ บางทีกรรมของเมื่อหมื่นหรือแสนชาติที่แล้วอาจกำลังส่งผลอยู่ก็ได้ ระบบกรรมจึงมีความซับซ้อนมากเกินสติปัญญาทั่วไปของมนุษย์ผู้ไม่เคยเจริญภาวนาจะหยั่งถึง และถูกจัดเข้าไว้ใน อจินไตยประเภทที่สาม คือ 'กรรมวิสัย'

มาต่อเพื่อปิดประเด็นกัน ก่อนหน้าผมเกริ่นถึงเรื่องว่า น้ำหนักของกรรม ไม่ใช่เหตุปัจจัยเดียวของ ความเร็วในการส่งผลของวิบากกรรมเสมอไป เกณฑ์การวัดความรวดเร็วของกรรม ตัดสินจากวิถีจิต ซึ่งใช้ 'ชวนะ' เป็นตัวพิจารณา

ชวนะ คือองค์ประกอบหนึ่งของจิต ซึ่งมีหน้าที่ในการเสพอารมณ์ ที่รับรู้เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อันเป็นประตูรับข้อมูลข่าวสารจากภายนอก ชวนะเป็นช่องลงของเจตนาและเจตสิกอื่นๆ (สิ่งที่เกิดประกอบควบคู่กับจิต) อันติดแนบสนิทฝังกับจิตอยู่ตลอดแบบข้ามภพข้ามชาติ เปรียบเสมือนเครื่องบันทึกคุณสมบัติความแรงของวิบากต่างๆ ที่มีสเกลย่อย คอยวัดระดับของกรรมนั้นๆ ว่าจะให้ผลเป็นวิบากเมื่อไหร่ ในแง่ของเวลา

ชวนะจะแบ่งเป็น 7 ดวง ตั้งแต่ดวงที่ 1, 2, 3, ... ไล่ไปจนถึงดวงที่ 7

กล่าวว่าสิ่งที่เราทำขณะอยู่ในภวังคจิต อันเป็นสภาพที่ไม่รับรู้อารมณ์จากภายนอก ทาง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ (อารมณ์ทางใจ) เช่น ตอนกำลังหลับสนิท หรือหมดสติไป การกระทำทุกอย่างตอนนั้นจะไม่ประกอบด้วยเจตนาเจตสิก หากมีก็ถือว่าอ่อนมาก แทบไม่เป็นกรรมเลย จึงกล่าวได้ว่า ชวนะบันทึกกรรมทุกประเภทไว้ภายในจิตของเรา

กรรมที่เรารอผลระยะยาวส่วนใหญ่ จะเป็นจำพวกที่ให้ผลในชาติหน้า และชาติถัดๆ ไป ดังเช่น 'อุปัชชเวทนียกรรม' ซึ่งมีเจตนาอยู่ในชวนะดวงที่ 7 จะให้ผลในภพถัดไปหลังเราตายแล้วเท่านั้น เพราะไม่มีขันธุ์ที่เหมาะสมจะรับสภาพมหึมาของผลวิบากชนิดนี้ จึงเป็นวิบากในลักษณะตกแต่งให้เราปฏิสนธิในภพภูมิที่เหมาะสมตามสภาพ (ชนกกรรม)

ส่วนกรรมที่ให้ผลในชาติถัดๆ ไป ต่อจากชาติหน้า คอยสอดแทรกเหตุการณ์และโอกาสต่างๆ ให้ยาวนาน บางทีเป็นร้อยเป็นพันชาติ ประมาณว่า ไอ้คนนี้เกิดมากี่หนๆ มันก็ซวยเรื่องเดิมๆ ตลอดศก เกิดมาโดนผู้หญิงทิ้งติดกันสิบชาติ เกิดมาพิการร้อยชาติ จนกว่าจะได้แก้เหตุของความซวยนั้น จะเรียกว่า 'อปราปริยเวทนียกรรม' ซึ่งมีเจตนาอยู่ในชวนะดวงที่ 2-6 อันเป็นไปในลักษณะของการสะสมไล่ไปทุกช่วงเจตนา มีความหนักแน่นแบบเรื้อรัง แต่ไม่มาแบบโครมเดียวทั้งดุ้น จึงเกิดผลยือเยื้อต่อเนื่องแทบไม่มีสิ้นสุด

กรรมที่กระทำแล้วให้ผลอย่างรวดเร็วภายในชาติปัจจุบัน อย่างเร็วสุดภายใน 7 วัน นานหน่อยก็ห่างออกไป อาจเป็นช่วงวัยกลางคนหรือตอนบั้นปลาย เรียกว่า 'ทิฐธรรมเวทนียกรรม' เป็นกรรมที่เจตนาอยู่ในชวนะดวงที่ 1 หรือช่วงแรกสุด หมายเอากรรมที่มีเจตนาในรูปแบบที่จะถูกจัดอยู่ได้แค่ในชวนะช่วงแรกเท่านั้น ยังไม่มีอุปการะปัจจัยจากชวนะดวงอื่นๆ มาประกอบ (อธิบายไม่ถูกแฮะ เพราะอารมณ์ทางใจมันบรรยายทางคำพูดยาก ว่ามันแตกต่างอย่างไร ระหว่างเจตนาแนวหนึ่ง กับเจตนาอีกแนว อนึ่งความรู้ทางอภิธรรมผมก็ยังไม่แตกฉานพอจะเจาะลึกกว่านี้)

ทิฐธรรมเวทนียกรรม จึงให้ผลเพียงชาติปัจจุบันชาติเดียว และมีผลไม่ค่อยอลังการงานสร้างซักเท่าไหร่ คล้ายๆ กับผลพวงแบบฉับพลันที่ได้ผลเร็วแต่คุณภาพต่ำ มีน้อยรายที่จะฟลุครวยแบบปุบปับ เช่น ในกรณีที่ทำบุญกับพระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ (เป็นเนื้อนาบุญอันเกษม) นอกนั้นจึงไม่ค่อยได้ปรากฏลาภผลก้อนใหญ่ให้ได้ชื่นชม หรือแสดงความวิบัติกันทันตาเห็นเท่าใดนัก

เมื่อใครทำเลวในชาตินี้ บางคนขนาดฆ่าพ่อฆ่าแม่ โกงประเทศเป็นพันๆ ล้าน ยังลอยนวลหน้าตาเฉย ไม่เห็นพระเจ้าที่ไหนจะลงโทษมัน เลยมีหลายคนที่ใจร้อนชอบบ่นว่า กรรมไม่ยุติธรรม สวรรค์ช่างไม่มีตาเลย ทำไมคนชั่วมักได้รับผลไม่ค่อยสาสมกับที่มันกระทำ เพราะขาดความเข้าใจเรื่องนี้

ก็รอดูมันตายก่อนสิ :)

ปัจจัยของทิฐธรรมเวทนียกรรม เกี่ยวข้องกับสภาพสังคมและกฎหมายของยุคสมัยนั้นด้วยว่า เอื้ออำนวยต่อคนดีหรือคนชั่ว ถ้าสังคมมีแต่คนชั่ว มีค่านิยมส่งเสริมความชั่ว การกระทำดีๆ ก็จะถูกดูถูกว่าโง่ และโดนเอาเปรียบได้ง่าย เอ ... เอาตัวอย่างอะไรดี ... เอางี้ละกัน สมมุตินะครับสมมุติ ... พอดีกำลังหมกมุ่นเรื่องทางเพศ :P

สมมุติว่า ค่านิยมเมืองไทยเป็น Free sex ไปแล้ว การที่ชายหรือหญิงผู้รักษาตัวมาดี จะหาคู่ครองพรหมจรรย์ซักคนมาแต่งงานกันเนี่ย คงต้องผิดหวัง รอไปชาติหน้า หรือไปเกิดใหม่ในยุคสมัยอื่นที่มีวัฒนธรรมจารีตประเพณีที่ส่งเสริมพรหมจรรย์ สำหรับยุคนี้ คนที่ได้ลิ้มรสของซิงๆ ก็คงเป็นพวกเพลย์บอย นักฟันตัวยงที่หลอกล่อ ป้อเก่ง คารมดีละกระมังครับ พวกมัวต้วมเตี้ยม เข้าตามตรอกออกตามประตูอดแด๊กแหงๆ เลย ฮ่าๆๆๆ

ที่บรรยายมาซะยืดยาว ก็เพื่อจะบอกว่า การเกิดเป็นมนุษย์ต่อจากสัตว์เนี่ย ไม่จำเป็นต้องเป็นอำนาจของกุศลตอนใช้ชีวิตอยู่ในสภาพสัตว์เท่านั้นนะ มันอาจเป็นผลกรรมจากเมื่อไหร่ก็ได้ จะเป็นชาติก่อนหน้านั้น สิบชาติก่อนหน้า หรือโกฏิชาติก่อนหน้าก็ได้ ใครจะรู้ !

เจริญในธรรม เห็นทุกข์ของวัฏฏะครับ

ปล. ขออภัยสำหรับ Report เชียงใหม่ตอน 2 ที่ยังเขียนไม่เสร็จ

Gow27

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ไม่ให้อภัยไหนบอกตอนนี้จะลง


เหมือนรอง บก. ทวงงานแล้วไม่ยอมส่งซักที
#1  by  PaTrip At 2005-05-29 19:38, 
แอบดีใจนิดๆ ที่ว่ายังคิดถูกนะเนี่ย
#2  by  ~Trigger~ At 2005-05-29 21:44, 
อืมมมมม

การเกิดเป็นสัตว์ คือการใช้กรรม เกิดจากผลของกรรมเก่า

หากผลของกรรมเก่าที่ไม่ดี หมดไป แล้วยังมีกรรมดีอยู่

ก็ถึงเวลาของการเกิดในภพภูมิที่สูงกว่า

ถ้าแบบนั้น แล้วทำไม อยู่ดีๆ สัตว์ถึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์
ในยุคนี้ มากขึ้นกว่าแต่ก่อนล่ะ ???

เกี่ยวกับเรื่อง ยุคสมัย เปล่า ที่ผมเคยอ่านเจอ
ประมาณว่า ช่วงนี้ ที่เขาเรียกว่า กลียุค?


แต่ถ้าเป้นจริง ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
#3  by  gomora At 2005-05-30 00:17, 
ตอบ Gomora ก่อน

อย่ามองว่าธรรมชาติมีมนุษย์เป็นตัวตั้ง หรือเป็นตัวแกนกลางดั้งเดิมของภูมิทั้งหลาย แล้วสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จะแปรผันไปตามเฉพาะกรรมที่มนุษย์สร้างแต่ถ่ายเดียว ...

มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกหรือภพภูมิ ไม่ใช่จุดกำเนิดหรือจุดเริ่มแรก ... มนุษย์เป็นแค่สิ่งมีชีวิตสภาวะกลางๆ ที่มีองค์ประกอบของขันธุ์ 5 ที่รับสุขเวทนาและทุกขเวทนาได้พอๆ กัน ตามเหตุปัจจัยที่มีอิทธิพลกระทบถึง

อย่างที่กล่าวไว้แล้ว การเกิดเป็นมนุษย์ พูดจริงๆ มีโอกาสน้อยมากๆ เลย อาจจะเพียง 1% จากปริมาณชาติให้หลังก็ได้ (หมายถึง 100 ชาติล่าสุด เราอาจโชคดีหลุดมาเป็นมนุษย์แค่ชาติเดียว ที่เหลือ 99 ชาติเป็นอย่างอื่นหมด) เพราะเราๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่บนสวรรค์ ไม่ก็นรกนั่นแหละ ซึ่งอายุขัยเฉลี่ยของแต่ละชาติยาวนานเป็นกัปป์ๆ

หนึ่งกัปป์ ... ถ้าเทียบเป็นหน่วยทางวิทยาศาสตร์ คงมีสเกลประมาณ 1 ล้านปีแสง ! เพราะพระพุทธองค์ทรงเปรยคร่าวๆ ว่า สมมุติมีภูเขาศิลามหึมาอยู่ลูกหนึ่ง เมื่อเวลาล่วงไป 100 ปี ก็ให้เอาผ้าเนื้ออ่อนมาขัดถูซักหนึ่งหน แล้วอีกร้อยปีค่อยมาทำแบบเดิม เอาจนกระทั่งภูเขาลูกนี้ถูกสีจนเหี้ยนเตียนโล่ง นั่นคือระยะเวลา 1 กัปป์ ! ยาวโคตรครับ !!! คล้ายๆ พระองค์จะตรัสว่า นานเกือบจะเป็นนิรันดร์ ซึ่งมองใน scope ของจักรวาลต่อจักรวาล อันความยาวล้านปีแสงเป็นระยะจิ๊บจ๊อยมาก วิทยาศาสตร์จึงได้กำหนดสเกลใหม่ให้เหมาะสมเป็น ร้อยล้านปีแสง, พันล้านปีแสง, หรือหมื่นล้านปีแสง ตามสิ่งที่เปรียบเทียบ หรือขอบเขตของสิ่งที่เฝ้าสังเกต

ฉันใดฉันนั้น ทางพุทธศาสนาก็มีหน่วย ขยายเป็น กัปป์, มหากัปป์, และ ภัทรกัปป์ เช่นกัน เพราะพระสัพพัญญุตญาณทรงมองสเกลใหญ่เสมอ

กรรมที่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน จึงไม่จำเป็นต้องมาจากที่อดีตชาติเป็นมนุษย์ หรือแม้นปัจจุบันที่มาปฏิสนธิเป็นมนุษย์ขึ้นมา ก็ไม่จำเป็นต้องเคยมาจากภพภูมิที่ต่ำกว่า

มนุษย์ที่เป็นเราๆ ขณะนี้ อาจจุติมาจากพรหม เทวดา เปรต สัตว์นรก อสูรกาย หรือพญานาค ก็ได้ แต่ที่มาตอบนัยนี้ ก็เพราะใน entry ก่อน นุกถามเฉพาะเชิง (สัตว์-มนุษย์) เท่านั้นไง

กรรมมีรูปแบบที่ไม่ตายตัวนะครับ ความน่าจะเป็นเกิดขึ้นได้เป็น ล้านๆๆๆๆๆ แบบฟอร์ม สุดจะหยั่งถึง หรือหา pattern แน่นอนได้ แม้จาก Super Computer รุ่นล่าสุด ... เรามองเฉพาะกรณีๆ ไป

อนึ่งที่ถามว่าทำไมสัตว์จึงเกิดเยอะในยุคสมัยนี้ ก็แสดงทรรศนะคร่าวๆ ตามหลักการให้เข้าใจได้ 4 มุมมอง

1. กฏทั้งหมดในสากลจักรวาล ไม่ได้มีแต่กฎแห่งกรรม กรรมเป็นเพียง 'นิยาม' ชนิดเดียวจากบรรดาสภาวะธรรมทั้งมวล ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับวิถีของสรรพสัตว์เป็นหลัก กรรมนิยาม ยังดำเนินกระบวนการทางธรรมชาติที่สัมพันธ์ ควบคู่พร้อมไปกับนิยามอื่นๆ ดังนี้ ได้แก่

- อุตุนิยาม (กฎแห่งสสารวัตถุ กฎฟิสิกส์ กฎเคมี กฎแห่งสภาพแวดล้อมต่างๆ ฯลฯ)
- พิชนิยาม (กฎแห่งชีววิทยา กฎแห่งปฏิกริยาทางพันธุกรรม ฯลฯ)
- จิตนิยาม (กฎแห่งสภาวะทางนามธรรม เป็นกระบวนการทำงานของ นามขันธุ์ เช่น เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ และคุณสมบัติที่ตายตัวของมัน)
- ธรรมนิยาม (ธรรมชาติทั้งมวลที่เป็นไป เมื่อมองโดยองค์รวม ที่ดึงนิยามทุกชนิดเข้าผสานกัน เช่น ขันธุ์ 5 ล้วน เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ตามหลัก อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา เป็นต้น กรรมนิยามก็เป็นสับเซทของนิยามนี้)
- สังคมนิยาม (บรรทัดฐาน กฏหมาย ค่านิยม และบัญญัติทางสังคมอื่นๆ ที่สิ่งทรงภูมิปัญญาเสกสรรค์ขึ้นมาตามกระแสของคนหมู่มาก มาพิพากษาหรือมีมุมมองไปทิศทางนั้น)

จะเห็นว่าพุทธศาสนามองอย่างครอบคลุมมาก ดังนั้น ที่นักคิดนักปรัชญาบางคนกล่าวว่า "ความดีเป็นเพียงสมมุติ หรือวิวัฒนาการสืบเนื่องของระบอบทางสังคมและวิถีชีวิตสัตว์ชั้นสูง" จึงเป็นเรื่องที่ถูกมองอย่างปรุโปร่งไว้แต่แรกแล้วว่า ไม่ได้มีเพียงสังคมปัจจัยเดียว แต่เป็นแค่หนึ่งในท่ามกลางปัจจัยอีกนับสิบนับพัน

2. เมื่อเข้าใจโครงสร้างหยาบๆ ของธรรมทั้งปวงในข้อแรกแล้ว จะเห็นว่าการอุบัติขึ้นของสัตว์ชนิดใดๆ ต้องมีความ 'ถึงพร้อม' แห่งเหตุปัจจัยที่ประกอบกัน อาทิเช่น มีสถานที่ (ดาวเคราะห์) รองรับ มีชั้นบรรยากาศกรองรังสี UV มีพื้นมหาสมุทรและพื้นดิน ที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารหรืออากาศหายใจ สำหรับสัตว์ประเภทนั้นๆ และ เกิดเป็นดุลยภาพขึ้นระหว่าง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต ระหว่างสัตว์กับสภาพแวดล้อม ...

ทว่า สัตว์ที่ดำรงภาวะที่มี รูปขันธุ์และนามขันธุ์ ซับซ้อน อย่างมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานแล้ว (ตามนัยของพิชนิยาม คือ มีกายเนื้อที่ประกอบจากอำนาจของกรรมส่วนหนึ่ง, อาหารที่รับประทานส่วนหนึ่ง, จิตใจส่วนหนึ่ง, และสภาพดินฟ้าอากาศอีกส่วนหนึ่ง) ไม่ใช่จะมาเกิดกันง่ายๆ เหมือนพวกเสวยแต่สภาพของวิบากกรรมเป็นหลัก เช่น เทวดา หรือพรหม ผู้เป็นโอปปาติกะมีขันธุ์ทิพย์ ไม่ต้องตั้งครรภ์ อุ้มท้อง มนุษย์และสัตว์จึงต้องอาศัย 'ปัจจัยมากมายที่ถึงพร้อมในคราเดียว' ในการเกิดและเติบโตขึ้น

ถ้าขณะนั้นไม่มีโลกตั้งอยู่ หรือมีมนุษย์เพศแม่น้อย (เช่นมีหญิงพร้อมแต่งงานได้ร้อยคู่ แต่เราต้องการมนุษย์ซักล้านคน) ต่อให้มีกุศลกรรมที่จะปฏิสนธิเป็นมนุษย์เหลือคณานับจนล้นปรี่ ก็ไม่มีช่องทางเกิดได้อยู่วันยังค่ำ (เพราะ ขาดปัจจัย) ประดุจ เกสรดอกไม้ถูกพัดกระจายทั่วท้องฟ้า แต่กลับไม่มีพื้นดินพอจะรองรับ ฉันใด ชีวิตอาจจะต้องแว่บไปเกิดในดาวเคราะห์อื่นๆ อีกซีกขอบจักรวาลที่เอื้ออำนวยให้ปัจจัยถึงพร้อมสมบูรณ์ ฉันนั้น ... ถ้าไม่มี ก็อาจต้องรอไปก่อนหรืออย่างไร สุดแล้วแต่ธรรมชาติจะหาช่องระบายของมัน

คำถามที่ว่า ทำไมสัตว์ถึงมาเกิดเป็นมนุษย์ยุคนี้เยอะ ก็คงตอบได้ด้วยว่า เพราะสภาพนิยามต่างๆ ของยุคนี้ เอื้อให้มนุษย์เกิดได้ง่ายมาก (ในขณะเดียวกัน ก็เอื้อให้สัตว์อยู่รอดยากขึ้น) และแน่นอน คนที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้สำเร็จ จะต้องถูกธรรมชาติจัดสรรเอาจากบรรดาสัตว์ที่เคยสั่งสมวิบากแห่งกุศลกรรมเป็นประธาน สำหรับชนกกรรม (กรรมที่แต่งให้เกิด) เท่านั้น

3. เปลี่ยนมุมมองอีกแง่นึง เราจะเห็นว่าสัตว์ต่างๆ บนโลกเรานี้ มนุษย์แทบจะเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาวที่สุด แก่กว่าปลาวาฬสีน้ำเงิน เป็นรองก็แต่สัตว์จำพวกเต่า ไม่ต้องมองถึงพวกแมลง เช่น มดหรือปลวก ว่ามัน เกิด-ตาย ไปกี่พันกี่หมื่นรอบวัฏจักรแล้ว มนุษย์ถึงเพิ่งตายลงซักคน

ดังนั้นจะสรุปว่าทำไมมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็นับว่าไม่ถูกตามความเป็นจริง เพราะเมื่อสัตว์เดรัจฉานเกิดวนเวียนไปไม่รู้กี่หนต่อกี่หน (และในจำนวนนั้นก็ย่อมแว่บมาเกิดเป็นมนุษย์บ้างตามอำนาจกุศล) ไอ้มนุษย์คนเก่ามันก็ยังไม่ตายเลย ประชากรมันก็สะสมทวีขึ้นเรื่อยๆ ค้างเติ่งบนโลกใบนี้ ด้วยความไม่สมดุลของอายุขัย

ขณะที่สัตว์ลดจำนวนลงพรวดพราดชดเชยส่วนเพิ่มพูนของมนุษย์ เทียบดูแล้วยังห่างไกลกัน
แมลงตายเพราะยาฉีดทีเป็นล้านๆ
สัตว์น้ำตายเพราะมลพิษทีเป็นสิบๆ ล้าน
หลายสายพันธุ์สาบสูญเพียงเพราะระบบนิเวศน์ถูกทำลาย

ส่วนต่างตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า โอกาสที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากเย็นแสนเข็ญ
แล้วสัตว์พวกนี้มันหายไปไหน ?
ก็นอกนั้น มันก็ไปสะสมอยู่นอกระบบของมิตินี้ คือไป ปฏิสนธิใน 29 ภูมิที่เหลือ ตามที่เคยอธิบายใน entry ก่อนไง


4. พูดถึงกลียุคแล้วเป็นเพียงสิ่งสมมุติเท่านั้น เพราะจริงๆ มีเพียงสภาวะธรรม ที่ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยในแต่ละวาระ ที่ถึงพร้อมแล้วสำแดงผลออกมา

เป็นไปได้เหมือนกันว่า การที่มนุษย์เกิดจำนวนมากจนประชากรแทบล้นโลกในยุคนี้ เป็นอำนาจของอกุศลกรรมแห่ง 'อปราปริยเวทนียกรรม' ที่ชักนำ ตกแต่งให้คนบาปหรือสัตว์บาป มากระจุกตัวอยู่บนสถานที่เดียวกัน เพื่อเสวยผลแห่งอกุศลวิบากให้วิบัติไปรวดเดียว โดยอาศัยภัยพิบัติเช่น แกนโลกเอียง น้ำท่วมโลก เกิดโรคระบาดรุนแรงฉับพลัน อุกาบาติตก หรือสงครามนิวเคลียร์ ก็เป็นได้ (ส่วนกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ ยังคงเป็นกุศลกรรมนะครับ ... อย่าสับสน)

มีกรรมมาตัดรอน ส่งเสริม หรือเบียดเบียนเราได้เสมอครับ กรรมประเภทนั้นๆ เรียกว่า "อุปฆาตกรรม" และ "อุปปีฬกกรรม" ตามลำดับ ... นี่ก็เป็นเหตุว่า ทำไมมนุษย์มากมาย เกิดด้วยอานิสงส์แห่งกุศล แต่กลับเกิดเป็นคนจนมากกว่าคนรวย ลำบากทนทุข์มากกว่าเปี่ยมสุข อดอยากมากกว่าอิ่มหนำ เป็นคนไร้ศีลธรรมมากกว่าคนรักศีลธรรม แล้วก็พินาศย่อยยับมากกว่าประสบความสำเร็จรุ่งโรจน์ อารยธรรมแล้วอารยธรรมเล่าล่มสลายในเวลาอันสั้น ... ในขณะที่คุณภาพชีวิตของมนุษย์ต่างดาวในโลกอื่นอันไกลโพ้น อาจตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง !

หากเป็นดังนี้ก็ต้องทำใจครับ จะโทษใครได้นอกจากปัจจุบันกรรมของเราที่ทำลายโลกด้วยน้ำมือของเราเอง หรือจะด้วยกรรมเก่าให้ต้องพบพานกับความลำบากยากเข็ญ
เพราะเราได้สร้างเหตุให้มาอยู่บนโลกนี้เอง จากสังสารวัฎอันไม่มีสิ้นสุด สืบหาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

คิดว่าตอบคำถามคลุมอย่างละเอียดลออที่สุดแล้วนะ แต่ทำไมมึนๆ หว่าเนี่ย ?!

ยังไม่ได้ตอบเรื่อง "ใครก็สามารถค้นพบสัจธรรมได้หรือไม่ ?" จาก entry ก่อนเลย พักไว้ชั่วคราว ขอไปนอนก่อนดีกว่า
#5  by  Gow27 At 2005-05-30 03:50, 
อืมมม ผมพึ่งคิดไอ้เหตุผล คล้ายๆ กับที่เก้าว่ามาเมื่อคืนตอนจะนอนเอง

ข้อที่ว่า
มนุษย์สมัยนี้อายุยืนมากขึ้น แต่สัตว์ในสมัยนี้เกิดขึ้นมากมายจริงๆ (ฟาร์มไก่ ฟาร์มวัว เป็นต้น) แต่สัตว์เหล่านั้น มีเหตุให้ต้องจบชีวิตในระยะเวลาสั้นๆ (ไก่ CP ช่วงอายุผมไม่แน่ใจว่าอยู่ในหลัก 1 เดือนเอง หรือเปล่า แต่โต เพราะสารเร่งโตน่ะ)

ทำให้ กรรมที่ต้องชดใช้ในร่างสัตว์ มันจบลงเร็วขึ้น ? แต่กรรมที่เกิดจากในร่างมนุษย์ กลับเกิดขึ้นมากมาย ตามช่วงเวลาที่ยืนยาวกว่าเดิมมาก ของชีวิต


ลืมคิดไปถึง ภพภูมิอื่นจริงๆ คิดแค่ว่า
นรก --> สัตว์ชั้นต่ำ ---> สัตว์ชั้นสูง ---> สัตว์ประเสิรฐ ----> สววรค์
อะไรแบบนี้ ตาม Flow มันเท่านั้นเอง q[- - ]p~


ปล. ^^'; อย่าหาว่าอวดความรู้ หรือจะหักหน้านะ ^^'''
1 ปีแสง หรือ 1 ล้านปีแสง มันเป็นหน่วยวัดระยะทาง ^^'' ไม่ใช่หน่วยวัดเวลา ^^'' มันคือ
ระยะทางที่แสงเดินทางได้ ในเวลา 1 ปีน่ะ

เอาหน่วยวัด ที่เอาผ้ามาขัดภูเขาดีแล้ว เห็นภาพดี
#6  by  gomora At 2005-05-30 08:45, 
555 รู้แล้วล่ะนุกว่าเป็นหน่วยวัดระยะทางน่ะ แต่ก็ยกมาเทียบให้เห็นภาพ เพราะหากว่า 1 ปีแสงเป็นระยะทางโคตรไกล (คือ 1 วินาที แสงวนรอบโลกได้ 7 รอบ) การใช้กัปป์ เป็นหน่วยวัดความนาน (เวลา) ซึ่งท่านก็หมายเอาความนานระดับการเดินทางที่ข้ามจักรวาลและสังสารวัฏได้ ก็น่าจะสมน้ำสมเนื้อกัน ถึงจะเป็นคนละหน่วยก็ตาม

ลืมบอกไปถึงกรรมด้วยว่า นอกจากจะถ่ายเทระหว่างภพภูมิ มันยังน่าจะถ่ายเทไประหว่างดวงดาบด้วยนะ สมมุติว่าโลกยังไม่อำนวยต่อการเกิดของสิ่งมีชีวิตลักษณะนี้ มันก็อาจแว่บจะไปเกิดดาวอื่นใกล้ๆ ก็ได้ เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ที่อาศัยเพียงน้ำเล็กน้อย ก๊าซบางชนิด บลาๆๆ

จริงๆ แล้วเรื่องสัตว์ใน CP หรือฟาร์มส่งโรงงานฆ่า ที่เกิดมาสังเวยเป็นอาหาร เกิดเร็วตายเร็ว น่าจะเป็นผลวิบากของปาณาติปาต ที่ส่งให้มาเสวยภูมิในร่างของสัตว์เดรัจฉาน แถมยังอายุสั้นอีก อาจจะเคยทำร้ายผู้อื่นมาเยอะ จนต้องมารับผลวิบากที่น่ากลัวเช่นนี้

เราอาจจะเห็นว่าไก่เกิดมาลำบากแป๊บเดียว 1 เดือนก็ตายแล้ว แต่ความตายไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุด สัตว์บางตัวอาจจะต้องเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าถูกเขาฆ่าติดๆ กันอีกหลายร้อยชาติก็ได้ จนกว่ากรรมนั้นจะอ่อนกำลัง เหมือนไฟที่หมดเชื้อเพลิง ...

อย่างฮิตเลอร์ที่ฆ่าคนเป็นล้านๆ เนี่ย (รวมที่สั่งกองทัพไปรุกรานประเทศอื่น และก่อสงครามโลก) คาดว่าผลกรรมคงส่งลงนรกขุมลึกๆ ระดับอเวจีมหานรก ทรมานแผดเผาอยู่ในนั้น เป็นกัปป์ๆ กัลป์ๆ หมดชนกกรมหลักแล้ว เศษกรรมก็สามารถส่งมาวนเวียนเป็นสัตว์เดรัจฉานถูกเขาฆ่าเขาขยี้อีกเป็นหมื่นๆ แสนๆ ชาติ ครั้นกุศลเก่าเริ่มเบิกทะลุม่านหมอกแห่งอกุศลขึ้นได้ ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ ก็คงเป็นมนุษย์ที่ตายโหง เช่น ถูกยิง, ถูกโจรผู้ร้ายฆ่าตาย, ถูกคู่กรณีเก่าที่เคยรมแก้สฆ่า, ตายเพราะอุบัติเหตุรถแก๊ส เป็นคนป่วยไข้เรื้อรัง ร่างกายอ่อนแอ และอายุสั้น อีกหลายร้อยชาติ ...
#7  by  Gow27 (gownui) (203.151.140.117 /203.113.34.61) At 2005-05-30 11:48, 
... ครั้นประสบทกข์ไปนานๆ อดีตฮิตเลอร์ผู้นี้ อาจจะประกาศต่อฟ้าว่า "พระเจ้าช่างบัดซบ ใยถึงให้กูเกิดมาซวยแบบนี้ ! มีแต่คนข่มเหงรังแก แล้วพวกมันก็ได้ดีไปตามๆ กัน"

และบัดนั้น มนุษย์อดีตฮิตเลอร์ก็เริ่มประชดชีวิต ทำแต่ความชั่ว ตอบโต้ผู้อื่นอย่างรุนแรง ใครมาทำร้ายก็ฆ่าทิ้ง หาได้เพียรสร้างสมความดีทดแทนบาปที่ก่อไว้ไม่ยามอึตส่าห์ได้เกิดเป็นมนุษย์

... และ เขาก็หวนกลับเข้าสู่วงการ ... ไปบันเทิงใน อบายภูมิ อีกครั้ง ไม่มีที่สิ้นสุด ประหนึ่งว่าจะอยู่ในวงจรอุบาทว์เป็นนิจนิรันดร์

ปล. ว้อยยย น่าจะ edit ข้อความได้นะ จะได้ไม่ต้องปั๊ม comment ตัวเองบ่อยๆ เพราะรู้สึกว่าเขียนตกไป หรือไม่สมบูรณ์ ซิกๆๆ
#8  by  Gow27 At 2005-05-30 12:29, 
นิพพานเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ...... - -' .....
#9  by  gomora At 2005-05-30 23:14, 
จริงๆ ไม่ยากเท่าที่คิดหรอกนะ เพราะมีผู้ชี้ทางให้แล้ว นั่นคือพระพุทธเจ้า ส่วนเส้นทางที่เราต้องเดินไปเอง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 สรุปรวมเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งปฏิบัติและพิสูจน์ได้แก่ตน

นี่ก็คงตอบคำถามใน entry ก่อนได้ล่ะนะ ว่า "ถ้าไม่มีผู้ตรัสรู้ธรรมอันยิ่งนี้ ใครจะมีสติปัญญาและบารมีพอที่จะค้นพบปรมัตถสัจธรรมนี้ได้ ?"

- พบ ทุกข์ ว่าคืออะไร มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง เจียระไนมาหมด
- พบ เหตุแห่งทุกข์ ว่ามาจากอะไร ปัจจัยมูลเหตุใด สาธยายวงจรอย่างละเอียด (สมุทัย)
- พบว่า ทุกข์นั้นสามารถดับได้ เห็นจุดหมายอยู่รำไร เห็นเป้าหมายของภารกิจ (นิโรธ)
- พบ วิธีปฏิบัติทางกาย วาจา และใจ ที่ชัดเจน ละเอียดและเป็นระเบียบ ตอบได้ทุกข้อสงสัยในการเจริญรอยตาม และบรรลุผลได้จริง (มรรค)

แม้แต่พระพุทธศาสนาก็ต้องใช้วิธีการเก็บ level ให้อินทรีย์แก่กล้า (status สูงสุด) เป็นระดับมหากัปป์ นับภพชาติไม่ถ้วน ประกอบกับกลวิธีสะสมความรู้จากศาสตร์การศึกษาที่มีอยู่ในยุคสมัยนั้น ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างยิ่ง มิใช่จะมาบรรลุง่ายๆ เพียงชาติเดียว โดยไม่เคยฝึกฝน

หากไม่มีอาจารย์สอนให้เจ้าชายสิทธิทัตถะสำเร็จฌาน 8 ขั้นก่อน ... หากพระองค์มิได้เจนจบศาสตร์ทางโลกีย์สมัยนั้นครบสมบูรณ์ก่อน ... หากมิได้เกิดในยุคสมัยที่ลัทธิแห่งการแสวงหาความจริง (ทาง วัตถุและจิต) กำลังเฟื่องฟู ท่านย่อมไม่สามารถตรัสรู้ด้วยพระองค์เองได้รวดเร็วขนาดนี้ กัลยาณมิตรจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นพอๆ กับ ทางรู้แจ้งดับทุกข์

จึงฟันธงได้เลยว่า หากไม่ใช่ระดับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า จะไม่มีมนุษย์ปุถุชนหรือเทวดาหน้าไหนสามารถค้นพบความจริงที่สามารถดับทุกข์ตรงนี้ได้เลย หากพบก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของจิ๊กซอว์ ประดุจตาบอดคลำช้าง ... จะเห็นแนวทางลางๆ เบื้องล่าง แต่จะไม่มีวันเห็นยอดเด็ดขาด

ก็ขนาดแค่เรื่องของกรรมที่คุยมา 2 entry อันเป็นปัญหาอจินไตยเนี่ย คิดว่านักวิทยาศาสตร์หรือนักจิตนิยมปัจจุบันจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการรู้แจ้งหลักการ ... หากว่าเริ่มต้นจากศูนย์ ... ???
#10  by  Gow27 (gownui) (203.151.140.117 /203.113.34.9) At 2005-05-31 00:01, 
ทุกวันนี้เขาก็พยายามหาความจริงเหมือนกันครับ แม้จะเป็นกลุ่มคนเล็กๆก็ตาม ( สำหรับคนทั่วไปมนุษย์คนเดือนหาเช้ากินค่ำก็คงไม่มีเวลาคิดแน่ๆ )

ผมคิดว่าวิทยาศาสตร์เองก็คงค้นพบได้ ความจริงในจักรวาล ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ( ขนาดเรื่อง Star War เกิดมาหลายสิบปีแล้ว เทคโนโลยีตอนนี้ยังทำตามนั้นไม่ได้เลย คงต้องรอกันอีกนานกว่าจะเจอหลักการของจักรวาลได้ )

#11  by  Detonator (58.10.224.237 /192.168.0.163) At 2005-05-31 13:18, 
ขอโทดน้าพี่เก้า มุกต้องทำงานก็เลยไม่ได้อ่านที่พี่เก้าเขียน แต่ไว้วันไหนว่างจะเข้ามาอ่านอีกทีนะคะ ^__^
#12  by  มุกส์ (61.90.107.100) At 2005-05-31 18:14, 
โมทนาบุญด้วยนะครับ แล้วอย่าลืมไปเที่ยวเว็บผมบ้างละ
#13  by  virot05 At 2005-06-03 18:13, 
มาแก้ คห. 5 นิดหนึ่ง

คำว่า 'ภัทรกัปป์' นั้น จริงๆ คือกัปป์ที่เจริญ หมายเอากัปป์ที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่ และไม่ได้ทิ้งช่วงนานเกินไป จนเกิดการว่างเว้นจากพระศาสนา เป็นกลียุค ซึ่งผมเข้าใจผิดตอนแรกว่าเป็นความยาวยิ่งกว่า มหากัปป์

ที่ถูกต้องนั้น สเกลที่ใหญ่กว่า กัปป์ ก็คือคำว่า 'อสงไขย' ซึ่งหมายเอา จำนวนปีเติมศูนย์เข้าไปอีก 144 ตัว !
#14  by  Gow27 At 2005-06-05 11:47, 
Ultram buy ultram order ultram ultram mortgage cheap ultram
#16  by  ultram (72.36.223.73) At 2006-04-11 06:05, 
You wouldn't xanax be asking How did not sold and buy xanax online!
#17  by  xanax (72.36.223.73) At 2006-04-16 00:53, 
ปไคโฒ๑ฐ๗ควคขค๋กขฅชฅ๓ฅ้ฅคฅ๓ฅทฅ็ฅรฅืคฮฅอฅรฅศฅ๏กผฅฏ มดน๑ECถจตฤฒ๑คฌNPOหกฟอฒฝ1
#18  by  tramadol (72.36.223.73) At 2006-04-28 20:58, 
very best blog!
#19  by  paxil cr (72.36.223.73) At 2006-05-07 08:33, 
Very best blog!
#20  by  valium (72.36.223.73) At 2006-05-19 21:03, 
Hi! best! :)
#21  by  valium (72.36.223.73) At 2006-05-20 13:53, 
รบกวนถาม อปราปริยเวทนียกรรม นั้นมีทางแก้ไขผ่อนหนักเป็นเบาอย่างไรได้ ขอให้ท่านเวทนาสัตว์ที่มีทุกข์เพราะกรรมนนี้ได้หายมืดมน
#22  by  ธญา (210.246.196.4) At 2006-12-18 17:25, 
#23  by   (203.172.183.38 /192.168.212.221) At 2007-02-21 10:26, 
#24  by  เด็กโลก (203.113.51.100) At 2007-06-10 14:24, 
big smileขอให้มีลายละเอียดกว่านี้นะคะ sad smile
#25  by   (118.172.26.251) At 2008-06-08 11:29, 

<< Home