เผอิญว่าวันนี้ได้ไปเยี่ยม Blog ของทิงมา http://trigger.exteen.com/20050526/relationshipเห็นมีคนตั้งประเด็นถึงเรื่องภพชาติ อันเป็นปัญหายอดฮิตของคนทั่วไป คำถามหนึ่งซึ่งผมได้ยินมานานนักหนาแล้ว ก็คือ "ถ้าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง ทำไมคนถึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ?" ดังนั้น Entry นี้จึงขออนุญาตมาพูดคุย เปิดกระทู้กันเรื่องนี้ละกันครับ ใครคิดอย่างไร แสดงความเห็นแลกเปลี่ยนกันตามใจชอบเลยนะครับ
ก่อนจะคุยกัน ขอแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "กรรมพยากรณ์ - ตอนชนะกรรม" แต่งโดย ดังตฤณ นามปากกาของพี่เขา
อยากเชียร์ให้คนอ่านเรื่องนี้เยอะๆ นะ หัวข้อเรื่องอาจจะชวนดูเหมือนเรื่องศาสนาซ้ำซากน่าเบื่อ แต่จริงๆ เป็นนิยายที่อิงความจริง (ตามหลักการ) และประสบการณ์ของผู้เขียนที่ปฏิบัติธรรมมานานหลายปี (เขาลือๆ กันในหมู่สานุศิษย์ของผู้ประพันธ์เรื่องนี้ว่า เป็นพระโสดาบัน ตั้งแต่ 8 ปีก่อนแล้ว หยึย~) โดยส่วนตัวผมไม่ทราบ และไม่ใช่สาระที่จะไปรู้ว่าเขาเป็นพระอริยะหรือเปล่า ขอให้มีเนื้อหาที่น่าสนใจและอ่านสนุกก็พอครับ เหอๆ
สำหรับเรื่องกรรมพยากรณ์ เป็นนิยายเกี่ยวกับเรื่องความรักนะ ใครที่กำลังมีความรักหรือคิดหนักเรื่องปัญหาหัวใจ บวกกับชอบ 'ดูหมอ' เป็นอาจิณ (ไม่ว่าจะบันเทิงหรือปักใจเชื่อก็ตาม) ตัดใจควักตังค์ซื้อเรื่องนี้ไปอ่านเลยครับ อย่าคิดมาก แค่ 300 บาท (แค่เรอะ ?!) แต่รับรองไม่ผิดหวัง (โฆษณาซะ)
ลานดาว นางเอกของเรื่องเป็นนักศึกษาสาวที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างทั้งรูปสมบัติ มนุษย์สัมพันธ์ และพรสวรรค์ทางดนตรีสามารถโลดแล่นในวงการบันเทิงได้ประดุจดาวจรัสแสง แต่ไฉนเธอจึงดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุข บนทรัพย์สมบัติกองเงินกองทอง และความร่ำรวยของพ่อแม่ที่เป็นถึงครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ได้
มีผู้ชายมากหน้าหลายตาเข้ามาจีบ เธอเองก็ไม่ใช่คนอ่อนโลก จึงถือว่าตัวเองเป็น 'ผู้เลือก' ที่อยากจะรับใครเข้ามาในชีวิต หรือจะเขี่ยทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ตามปรารถนา แต่เธอกลับเริ่มสงสัยว่า รักแท้นั้นจะหาได้จากไหน และจะทราบได้อย่างไรว่าใครคือ 'คนที่ใช่' สำหรับเธอ จากบรรดาผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจำนวนหลายสิบหลายร้อยที่หมายปอง แถมยังมีหมอดูปากกล้า ที่ฟันธงอนาคตเธอว่า เธอจะเจอเนื้อคู่ตอนอายุ 40 นอกนั้นจะเป็นพวกหาเศษหาเลย เบี้ยใบ้รายทาง !
ปากเธอประกาศกร้าวว่าไม่เชื่อ ด้วยความหงุดหงิดประหนึ่งกำลังถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่ใจเธอแอบหวั่น เครียดต่อคำทำนายนั้น เธอจะไม่มีวันอับจนหนทางในความรักหรอก และจะไม่มีวันให้ชะตากรรมมาสั่งเธอได้ !
ลองไปอ่านดูนะครับ อิอิ
กลับมาตอบประเด็นหลักก่อนดีกว่า ออกนอกเรื่องไปยาวเหยียด ที่สงสัยว่าอดีตชาติมันมีจริงเหรอ เพราะทำไมประชากรมนุษย์ถึงได้เพิ่มขึ้น ตอบได้ 3 ประการครับ
ข้อแรก เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจนแทบจะล้นโลก เราทราบไหมว่าสัตว์ต่างๆ จำนวนมาก ทั้งแมลง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำมากมาย สูญพันธุ์ลงไปกี่ชนิดแล้ว (จุลินทรีย์กับพืชไม่นับครับ เพราะทางธรรมถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่ไม่มีจิตกับเจตสิก จึงไม่ใช่สัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดได้ แค่เกิดมาตามอำนาจของอุตุนิยาม หรือสภาพแวดล้อมอันเหมาะสม ผนวกกับพีชนิยาม คือกระบวนการทางชีววิทยา)
เมื่อความต้องการอุปโภค บริโภค มากขึ้น ทรัพยากรของโลกเช่น ป่าไม้ แหล่งน้ำ แร่ธาตุต่างๆ หรือสิ่งอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติก็ถูกทำลายลงเป็นเงาตามตัว กล่าวว่า เมื่อระบบนิเวศเช่นป่าถูกโค่นลงไปเพียง 1/4 วัฏจักรของสัตว์ก็แปรปรวนพลังทลายลงไปเกือบ 50% แล้วครับ บางสายพันธุ์ก็ตายลงอย่างเงียบๆ ค่อยๆ หายไปจากสารบบ หายไปจากความทรงจำของคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะสัตว์ที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหารที่มีอาณาเขตหากินกว้างนี่ก็จะอดตายถ้ามีกำลังก็อพยพย้ายไปป่าอื่น
ดังนั้น เมื่อมนุษย์มากขึ้น ก็ต้องถามว่าบรรดาสัตว์ป่าต่างๆ หายไปไหน
ข้อสอง หมู่สัตว์ในพุทธศาสนา มีถึง 31 ภูมิครับ เท่าที่เราทราบและมีรูปร่างในมิติเดียวกับเรา คือเท่าที่ตาจำแนกแสงได้ตามแสงสเป็กตรัม 7 สี แล้วก็อยู่ในขอบข่ายความถี่ที่โสตประสาทรับรู้ได้ มีเพียง 2 ประเภท คือ มนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น อีก 29 ประเภท เป็นของสิ่งลี้ลับอื่นๆ ที่เรามองด้วยตาที่ไม่ใช่ทิพยจักขุไม่เห็น (วิธีฝึกฝนให้ได้ตาทิตย์ ถ้าสนใจจะอธิบายให้ทีหลัง) สื่อสารไม่ได้ แถมมิติเวลาก็อยู่คนละกรอบอ้างอิงกัน คือมีเวลาเหลื่อมล้ำกัน จึงมีปัจจุบันและอนาคตที่ไม่ซ้อนทับกันพอดี
มันแทรกอยู่ทั่วไปในอณูต่างๆ ของโลกนรกหรือสวรรค์อาจไม่ได้อยู่ลึกลงไปใต้ดิน หรือตั้งตระหง่านอยู่บนท้องนภาเสมอไป แต่เป็นคนละระนาบมิติที่ขนาบอยู่กับโลกสสารของเรา แม้แต่จักรวาลที่เป็นสูญญากาศก็ไม่ปลอดจากสัตว์เหล่านี้ เพราะมันไม่ต้องใช้ออกซิเจนหรือธาตุในตารางธาตุในการดำรงชีวิต ยกเว้นกรณีอีกฝ่ายต้องการสำแดงตนเพื่อจะสื่อสาร หรือไม่ก็ตัวเรามีจิตสดชื่นผ่องใสพอจะรับสารนั้นได้ จึงพบเห็นโดยบังเอิญ
สิ่งลี้ลับนี้ก็ตัวอย่างเช่น สัมภเวสีต่างๆ, สัตว์นรก, เปรต, เทวดาหรือเทพต่างๆ, พญานาค (นักวิทยาศาสตร์ตามจับพญานาคยังไงก็ไม่เจอหรอกครับ) เป็นต้น ดังนั้นสาเหตุที่มนุษย์เพิ่มจำนวนก็อาจมาจากการถ่ายเทระหว่างมนุษย์กับสัตว์ในภพอื่นๆ ก็ได้
เช่น ที่เราเห็นจิตใจของคนเดี๋ยวนี้สกปรกลง ทำตามแต่สัญชาติญาณดิบ อาทิ มั่วเซ็กส์, เจ้าอารมณ์, มีโมหะจริต, แคร์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล, ผิดศีล 5 เป็นอาจิณ เป็นเครื่องสะท้อนได้ว่าสัตว์เดรัจฉานจำนวนมาก จุติเป็นมนุษย์บนโลกนี้แล้ว ถึงได้สร้างความวุ่นวายต่างๆ ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นมากมาย ประหนึ่งคำหยาบที่เราชอบๆ พูดกันว่า "คนใจสัตว์ เดี๋ยวนี้มันเยอะ" เป็นต้น
คำว่า "ไอ้สาด" ก็แพร่หลายขึ้นด้วย
ข้อสาม พระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่า โลกมิใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ยังมีจักรวาลอื่นๆ อีกมากมายและดาราจักรที่รวมแกแลคซี่หลายแห่งอันประกอบด้วยสิ่งมีชีวิต เพราะหากสถานที่นั้นๆ ประกอบด้วยเหตุปัจจัยทางธรรมชาติที่จะอำนวยผลให้สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้ ที่นั่นก็ต้องมีสัตว์ต่างๆ กำเนิดและดำเนินไปตามสภาพครับ ทฤษฎีวิวัฒนาการก็รวมอยู่ในหลักการอันเป็นธรรมนิยามนี้
ดังนั้นคำว่า 'ชมพูทวีป' เข้าใจใหม่ว่ามิได้หมายถึงแต่ประเทศอินเดีย แต่หมายถึงดินแดนซึ่งมีความเจริญทางวัตถุและจิตใจสูงส่งพอที่ผู้ตรัสรู้ธรรมจะเกิดขึ้นได้ และสิ่งทรงภูมิปัญญาระดับมนุษย์เราหรือเหนือกว่านั้น ญาณทรรศนะของพระพุทธเจ้าที่ทรงแผ่ขยายออกไปเพื่อเล็งเห็นตรัสว่า มีอยู่ 4 โลกครับ :)
ขณะนี้เราก็เป็นเพียง 1 ใน 4 โลกที่มีภูมิปัญญาเท่านั้น จากมหาจักรวาลนับล้านๆ แห่งที่เป็นอินฟินิตี้
จริงๆ ถ้าพระองค์ใช้ญาณตรวจไปเรื่อยๆ ก็คงพบข้อมูลน่าสนใจอีกมาก แต่พระองค์ไม่เห็นสาระจากสิ่งเหล่านี้ อันมิใช่ทางพ้นทุกข์ หรือเป็น "ใบไม้นอกกำมือ" เป็นเพียงทางสนองตัณหา ความใครได้อยากรู้ ของมนุษย์อันไม่สิ้นสุดเท่านั้นเอง จึงจัดเป็นเรื่องของ 'โลกวิสัย'หนึ่งในเรื่องอจินไตย ทั้ง 4 ข้อ
Gow27
The story sounds sooo interesting!! Might try to find it when I get back! Will comment later..now I need to revise for my RE GCSE tomorrow ><!! See ya!