2005/Feb/23

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หรือท่านทั้งหลาย ใครก็ตามที่บังเอิญผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นผีสางเทวดาที่บังเอิญใช้ร่างทรงของใครมาเล่นเนท ขอร้องอย่างหนึ่งก่อนอ่านต่อไป ... ช่วยบอกเล่าประสบการณ์ คุณความดีงามอะไรก็ได้ ที่คุณคิดว่ายิ่งใหญ่ มีความสุขอิ่มเอิบใจที่สุดในชีวิตของคุณๆ ให้ผมร่วมอนุโมทนา และได้รู้สึกชื่นใจหน่อยได้ไหมครับ ? Gow27 ขอสนับสนุนให้คนทำดีอย่างเป็นทางการ

หนึ่งในบุญกริยาวัตถุข้อที่ 2 และ 9 ... การบอกกล่าวคุณความดีของตนด้วยเจตนาเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นได้รับทราบ แล้วเขาเกิดความยินดีปราโมทย์ ถือเป็นความดี เป็นบุญจากการอนุโมทนาอีกทอด อันสำเร็จผลแด่ผู้ให้และผู้รับ

สำหรับผมนะ เมื่อวานผมได้ไปกราบขอขมาคุณแม่ เมื่อสมัยเคยด่าท่านว่าโง่ หลายครั้ง ผมเลวมาก แต่ก็สำนึกแล้ว จึงขอให้ท่านอโหสิกรรม และตั้งปณิธานกับตนเองว่าต่อไปนี้จะเลิก กล่าวดูถูกใคร ในเรื่องสติปัญญา !

เอาล่ะ เข้าเรื่องครับ

เที่ยงคืนของวันนี้ก็จะเป็นวันสำคัญทางพุทธศานาวันหนึ่งของไทย แต่หลายคนคงรู้สึกไม่โล่งนักเนื่องจากอยู่ในช่วงสอบไฟนอลปิดภาคเรียน สำหรับเด็ก ม.6 ก็ต้องผจญนรก Entrance เอาเถอะครับ การทำบุญไม่จำเป็นต้องใช้การลงทุนลงแรงอะไรมากมาย แค่มีความตั้งใจอันดี ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาปรับปรุงนิสัยของตนเอง แล้วคอยระลึกรู้ด้วยสัมปชัญญะอยู่เสมอยามใจโน้มไปทางต่ำ ก็สามารถสร้างกุศลจิตให้เกิดขึ้นได้แล้ว ดังนั้น blog ในชั่วคืนนี้จะขอแปลงกายเป็น blog แห่งธรรมะเต็มตัวซักครั้ง เพื่อให้เหมาะเจาะกับวาระโอกาสวัน "มาฆะบูชา" วันแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ... รักที่มุ่งหมายให้ทุกคนเล็งเห็นสิ่งอันพึงกระทำ

ย้อนกลับไป 2500 กว่าปีก่อนหน้า มาฆะบูชาเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์ประจวบเหมาะมากมายในประวัติศาสตร์สมัยพุทธกาล กล่าวคือมีเหตุการณ์สำคัญ 4 ประการ หาอ่านได้ตามตำราพุทธศาสนาตั้งแต่ชั้นประถมซึ่งอาจารย์มักสอนให้ท่องปาวๆ (แต่หามีประโยชน์อันใดไม่) จึงไม่จำเป็นต้องหยิบยกมาเทศน์ให้ซ้ำซ้อนอะไรมากนัก ประเด็นหลักที่ผมอยากจะคุยกันสบายๆ ก็คงเป็นหลักธรรมจั่วหัวสำหรับวันมาฆะฯ ที่ถูกยกให้เป็น หัวใจพุทธศาสนา หรือในชื่อบทของคำสอน "โอวาทปาฏิโมกข์" ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสแก่เหล่าอรหันต์ภิกษุ 1,250 รูป ที่มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย อันได้แก่ จงละความชั่ว สร้างความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส

พูดตามจริงแล้ว นั่นเป็นแค่คำอธิบายตามหนังสือเรียนให้เข้าใจง่ายๆ แต่หากจะกล่าวให้สมบูรณ์ทุกรายละเอียดและลงลึกไปถึงจุดประสงค์ของธรรมะ ควรจะกล่าวเปลี่ยนไปนิด เพื่อความครอบคลุมขึ้นว่า จงละอกุศล จงสร้างกุศล และทำจิตใจให้เบิกบานผ่องใส

โดยปรับศัพท์จาก
ความชั่วหรือบาป เป็นคำว่า อกุศล
ความดีหรือบุญ เป็นคำว่า กุศล

เนื่องจากคำว่า ความชั่วหรือความดี เป็นคำจำกัดความที่กว้างเกินไป ส่วนใหญ่บุคคลที่ได้ยินคำว่าบุญหรือบาป จะหวนนึกถึงความชั่วที่กระทำเอาทางกาย ทางวาจาคร่าวๆ ในภาพลางๆ ถ้าลึกกว่านั้นจะเริ่มมองว่า ศีลธรรมจัดเกินลิมิตจนไม่ขอใส่ใจ โดยแรกก็คงจะนึกถึงการละเมิดศีล 5 ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดลูกผิดผัวเมียเขา พูดเท็จ เสพย์ของมึนเมา อะไรทำนองนี้ ซึ่งจะว่าถูกก็ถูก ... รักษาศีล 5 ครบก็แค่ระดับความปรกติของใจมนุษย์ แต่เรากลับเห็นใครๆ เค้าก็รักษาไม่ครบ ก็เลยยึดเป็นบรรทัดฐานมันซะเลยว่า คนที่ทำได้เนี่ยต้องดีเว่อร์กว่าคนธรรมดาประหนึ่งเทวดามาจุติ ทั้งที่ศีลก็แปลตรงๆ ว่า "ความธรรมดาสามัญ" เท่านั้นเอง ... ถามว่าพอไหม ก็ขอตอบชัดๆ ว่ายังไม่เพียงพอ ไม่พอเลยซักนิดครับสำหรับเกมส์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ...

พุทธศาสนาจะเน้นการกระทำทางใจเป็นหลักสำคัญอันดับแรก เพราะใจ เปรียบเสมือนเจ้านายที่คอยบัญชาให้ร่างกายปฏิบัติตามความต้องการสนองกิเลสของเรา ดังสำนวนที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่า 'ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว' นั่นแหละครับ ศีลจึงเป็นเรื่องรอง ของการสำรวมอาการทางกายภายนอก

ใจเป็นจุดเริ่มแห่งความดีและความเลวร้ายทั้งปวง ซึ่งอาการที่ปรากฏกับจิตของเรา หากเป็นไปในทางที่ไม่ดี ไม่ก่อให้เกิดความเจริญ ไม่เป็นตัวหัวเชื้อ เป็นรากฐานสำหรับก่อสร้างกรรมดีต่างๆ หรือถึงไม่สร้าง แต่ก็อยู่ในภาวะที่จะคอยขัดขวาง เป็นอุปสรรคต่อกรรมดี เราจะเรียกจิตที่มีอารมณ์ลักษณะนั้นปรากฏขึ้นว่า "อกุศลจิต" ส่วน "กุศลจิต" ก็จะมีคุณสมบัติเป็นไปในทางตรงข้ามกับสภาวะอกุศล คือเป็นเหตุปัจจัยเกื้อหนุนเป็นรากฐานสำหรับสร้างกรรมดีงามทั้งปวงต่อไป จิตสองประเภทนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกันเลย เมื่อมีจิตใดจิตหนึ่งทรงตัวอยู่ อีกจิตก็จะไม่เกิด ไม่แสดงตัว

จิตทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลนั้น จะเกิดเพียงชั่วขณะหลังการรับรู้สื่อข้อมูลต่างๆ เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในลักษณะของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ทางใจ (ศัพท์เทคนิคใช้ว่า ธรรมารมณ์ หรือ sixth sense ในทางวิทยาศาสตร์) เมื่อข้อมูลกับประสาทอวัยวะกระทบกัน ทำให้เกิดการระลึกรู้สังวรณ์ขึ้นมา กระทั่งสาวต่อถึงตระหนักว่าข้อมูลเหล่านั้นมีลักษณะเช่นใด มันปราณีต สุขุม สบาย หยาบและเจ็บ หรือเฉยๆ ให้เป็นความรู้สึกรู้สาต่างๆ (เวทนา) จากนั้นก็จะนำมาเทียบเคียงกับความทรงจำดั้งเดิมในสมอง (อันเป็นที่ตั้งของสิ่งนามธรรม แต่สมองหาใช่ตัวกำเนิดนามธรรมไม่) คิดตรึกตรองได้ลึกซึ้งขึ้น แล้วปรุงแต่งสร้างเสริมอารมณ์ต่างๆ ตามมา เช่น ความชอบใจ ไม่ชอบใจ ความเกลียด รัก โลภ โกรธ หลงฯลฯ ซ้อนอีกชั้นซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพียงแว่บเดียว ด้วยอัตราเร็วสั้นกว่าเสี้ยววินาทีครับ แค่นี้ก็เพียงพอให้เรายึดถือเอามาเป็นตัวตน สัตว์ บุคคลเก็บสต็อกไว้ในความทรงจำแน่นหนาแล้ว จากนั้นอารมณ์ที่ว่ามันก็จะดับไปทันทีจนกว่ากายจะรับรู้ข้อมูลต่างๆ จากภายนอก (หรือภายใน) ขึ้นมาสร้างวัฎจักรแห่งการรับรู้นี้ใหม่ เชื่อมต่อเป็นห่วงโซ่ อย่างไร้ที่สิ้นสุดตลอดการดำรงชีพกระทั่งเกิดจนตาย

ยกเว้นขณะหลับ จิตจะเข้าสู่ภาวะหยุดการตอบสนองรับรู้อารมณ์ เรียกว่าภวังคจิต ครั้นเมื่อตายไปแล้ว ขณะร่างกายหยุดทำงานไปพร้อมกับจิตสุดท้ายดับลง หากมีเหตุปัจจัยเก่าๆ สะสมไว้ก็จะเป็นผลให้เกิดจิตดวงใหม่พร้อมกับรูปกายใหม่ (จิตจะเกิดโดยปราศจากกายรองรับไม่ได้) ปฏิสนธิขึ้นทันทีในชาติภูมิใหม่ หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า ชีวิตหลังความตายหรือชาติหน้านั่นแหละครับ

ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นชีวิตหลังความตายหรือมีวิญญาณลอยออกจากร่างอะไรหรอก คุณเพิ่งเล่นเกมส์แล้วเคลียร์สเตจที่แล้วมา จะขาดทุนหรือกำไรก็ตาม คุณกำลังเข้าสู่สเตจถัดไปด้วย Level, Ability, Status และ Item ที่คุณสะสมไว้ เพื่อผจญภัยในโลกใบใหม่ เพียงแต่เกมส์นี้จะไม่มีฉากจบ ไม่มีที่สิ้นสุด คุณถอดปลั๊กทิ้งไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไข Reset เพื่อปรับผังกลยุทธใหม่ยามเล่นพลาดจากฉากก่อนๆ ซึ่งจะไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงบทลงโทษเจ็บปวดสุดประมาณของธรรมชาติ คุณอาจเจอบอสระดับโอเมก้ามาถล่มตอน Level ยัง 1-2 ก็ได้

ทางพุทธศาสนาจึงตัดสินการกระทำหนึ่งๆ ว่าเป็น กุศลหรืออกุศล ได้อย่างง่ายดาย ด้วยการแบ่งซอยแยกลึกลงไปถึงขณะจิต หมายเอาภาวะการ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วครู่ จนกระทั่ง ดับไป" ของอารมณ์หนึ่งๆ ในจิต เป็นตัวแปรสำคัญสำหรับดูมโนกรรม

ถ้าหากจะใช้เกณฑ์พิพากษา โดยถือเอาทั้งเหตุการณ์มาฟันธงความดีความชั่วแต่ถ่ายเดียวโดยหักลบกลบหนี้เอาเอง เช่น ทหารออกรบยิงข้าศึกตาย ก็เหมาว่าเป็นกรรมดีเพราะเขาต้องทำตามหน้าที่เป็นต้น ก็ต้องนับว่าเป็นการประเมินที่หลวมโพรกเสียจนสรุปเอาแน่นอนมิได้เลย การตัดสินดีเลวทำนองนี้จึงมักนำมาซึ่งข้ออ้างสากลที่เราคุ้นหูกันบ่อยๆ ว่า 'เราตัดสินคนว่าดีหรือเลวไม่ได้ด้วยพฤติกรรมแค่นี้หรอก' หรือ 'ความดีความชั่วมันอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน' ถูไถกันไป สรุปว่าใครคิดเห็นอย่างไรก็ตู่เอาความจริงไปตามนั้น กลายเป็นดีชั่วจบที่มุมมอง ไม่เป็นสัจธรรม เพราะเราพิจารณาแบบแยกส่วนไม่เป็น ไม่เคยถูกฝึกให้มองอย่างแยบคาย หรือใช้สติจำแนกทุกอารมณ์กระทบ จึงเห็นก้อนเหตุการณ์ติดกันเป็นพรืดไปหมด แต่หากเราพิจารณาเฉพาะการกระทำนั้นๆ รวมถึงสภาวะจิตที่ปรากฏขึ้นขณะนั้นว่า เป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตแล้ว ก็จะเป็นหลักฐานที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องไหนเป็นกุศลเรื่องไหนเป็นอกุศล

กรณีทหารฆ่าศัตรู ก่อนสู้เขามีเจตนาออกรบเพื่อตอบแทนคุณประเทศชาติ จิตขณะนี้เป็นกุศล ของความกตัญญูและความเสียสละเพื่อส่วนรวม ครั้นเห็นข้าศึกวิ่งรี่เข้ามาก็เงื้อปืนขึ้นเล็ง กดไก ลูกกระสุนพุ่งทะลุศีรษะตาย ขณะจิตนี้มีเจตนาสังหารชีวิต ประกอบด้วยโทสะจริต (คือมาดร้าย จิตแข็งกร้าว) จึงเป็นอกุศล ศีลก็ขาดด้วยเพราะอีกฝ่ายตายสมความตั้งใจ แต่ความบาปก็ลดหลั่นลงไประหว่างการฆ่าตามหน้าที่กับฆ่าด้วยความโกรธแค้นส่วนตัว เพราะจิตของทหารก่อนยิง ขณะยิง และหลังยิง ไม่เจือด้วยความอาฆาตพยาบาทต่อข้าศึก

ยกตัวอย่างชัดๆ เพิ่มเติม เช่น การซื้อนกปล่อย บางคนบอกว่าเป็นบุญ หลายคนเถียงว่าเป็นบาปเพราะส่งเสริมให้พ่อค้าได้กำไรเอามาจับนกตัวอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ หากตัดสินแบบตีขลุม ทะเลาะกันตายก็สรุปไม่ได้หรอกว่าใครถูกใครผิด กระนั้นเมื่อพิจารณาว่า ผู้ที่ปล่อยนกนั้นย่อมมีจิตพื้นฐานที่ประกอบด้วยเมตตา ปรารถนาจะช่วยเหลือนกในกรงให้เป็นอิสระ ก็ต้องนับว่าเป็นกุศลจิต มีเจตนาที่ดี ส่วนคนที่เล็งเห็นผลกระทบในอนาคต เลือกที่จะไม่ปล่อย เพื่อช่วยเหลือในระยะยาวแทน จิตนั้นจะเต็มไปด้วยปัญญา จากเจตนาที่ดี ซึ่งก็เป็นกุศลจิตเหมือนกัน อันนี้ก็เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ เท่านั้นครับ

อุกศลจิต มีจิตชนิดไหนบ้าง ?

  1. โมหะ - ความหลงผิด เป็นอวิชชาความไม่รู้ตรงกับสภาพความเป็นจริงของธรรมชาติ เข้าทำนองเห็นนกเป็นไม้ เห็นกงจัรเป็นดอกบัว เป็นต้น แค่เห็นความเคลื่อนไปในเรื่องที่ทำให้ต้องจมอยู่ในสังสารวัฏก็นับเข้าข่ายแล้ว
  2. อหิริกะ - ความไร้ความละอายต่อบาป จิตที่ไม่คิดละอาย กล้าจะทำผิด ทำชั่วได้โดยไม่แคร์ เป็นปัจจัยภายใน
  3. อโนตัปปะ - ความไร้ความเกรงกลัวต่อบาป ไม่กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังทำ เช่น ไม่กลัวเสียชื่อวงศ์ตระกูล ไม่กลัวติดคุก เป็นต้น เป็นปัจจัยภายนอก
  4. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน
  5. กุกกุจจะ - ความรำคาญใจ อึดอัด วิตกกังวล กลุ้มใจ ว้าวุ่นต่างๆ นาๆ เสียดายโอกาสดีๆ หรือรู้สึกผิดติดตัว
  6. ถีนะ - ความหดหู่ ท้อแท้ใจ
  7. มิทธะ - ความเซื่องซึม ง่วงเหงาหาวนอน เบื่อหน่ายชวนหลับ
  8. วิจิกิจฉา - ความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ คลางแคลง กล้าๆ กลัวๆ ไม่หนักแน่น
  9. โลภะ - ความอยากได้ต่างๆ ทั้งเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ดี และความอยากได้ อยากเป็น อยากมี และอยากไม่ให้ได้ ไม่ให้เป็น ไม่ให้มี
  10. ทิฎฐิ - ความเห็นว่าเที่ยง เห็นว่าขาดสูญ ความดื้อดึงในความเห็น
  11. มานะ - ความถือตัวถือตน เปรียบเทียบกับคนอื่นทั้งในแง่ที่เราเหนือกว่า เลิศกว่า หรือด้อยกว่า อาทิ เราเทียบเขาไม่ได้ เป็นต้น
  12. โทสะ - ความโกรธ ขัดเคือง ตื่นกลัว เศร้าเสียใจ และอารมณ์เทือกนี้ ในลักษณะแข็งกร้าวสะเทือนจากภายใน
  13. อิสสา - ความอิจฉา ริษยา รู้สึกเคืองเวลาเห็นใครดีกว่า
  14. มัจฉริยะ - ความตระหนี่ หวงแหน ไม่อยากสละ

กุศลจิต มีจิตชนิดไหนบ้าง ?

  1. ศรัทธา - ความเชื่อถือ เคารพในสิ่งที่ควรบูชา และถูกต้องต่อธรรมชาติ
  2. สติ - ความรู้ตัว ตื่นตัว ระลึกได้อยู่เสมอ
  3. หิริ - ความละอายต่อบาป เป็นปัจจัยภายใน
  4. โอตตัปปะ - ความเกรงกลัวต่อผลของบาป เป็นปัจจัยภายนอก
  5. อโลภะ - ภาวะจิตที่ปราศจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็น
  6. อโทสะ - ภาวะจิตที่ปราศจากความโกรธ ขัดเคือง ตื่นกลัว เศร้าเสียใจ
  7. เมตตา - ความสงสาร อยากให้สัตว์อื่นเป็นสุข
  8. กรุณา - ความปรารถนาจะช่วยเหลือให้สัตว์อื่นพ้นทุกข์
  9. มุทิตา - ความยินดีเมื่อสัตว์อื่นได้ดี มีสุข
  10. อุเบกขา - ภาวะจิตที่วางเฉยด้วยปัญญา
  11. ปัญญา - การเห็นสิ่งต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริง ในหลายๆ ระดับ
  12. และยังมี กุศลจิตอื่นๆ อีกมากมาย ว่าด้วยความสงบ แห่งอารมณ์ ซึ่งจะไม่ขอระบุให้ยืดยาว (เลยจัดรวมในข้อเดียวเพราะขี้เกียจพิมพ์ ฮ่าๆๆ)

ลองชั่งน้ำหนักดูนะครับ ว่าใจเรามีจิตชนิดไหนมากกว่ากัน !

มาถึงข้อสุดท้ายของโอวาทปาฏิโมกข์ซักที อันได้แก่ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ในข้อนี้คำว่าผ่องใส น่าจะหมายถึงความแช่มชื่น เบิกบาน ที่เกิดจากจิต ส่งผลให้จิตใจพรักพร้อมต่อการปฏิบัติภารกิจหน้าที่การงานต่างๆ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะในทางโลกุตรธรรมธรรมแล้ว ย่อมยกความสำคัญอันดับแรกให้กับการเจริญปัญญาเพื่อดับทุกข์ สำหรับทุกข์ทางโลกียะ หรือทางโลก เช่น การเรียน การงาน ความรักสุขภาพ ความผิดหวัง สูญเสีย และการแก้ปัญหาต่างๆ สัมมาทิฎฐิย่อมเกิดจากความสว่างผ่องใสของจิตเป็นที่ตั้งเช่นเดียวกัน สมมุติเวลาเครียจัดเนี่ย เรามักคิดหาหนทางดีๆ ไม่ออก จริงไหมครับ ?

ขั้นนี้สมาธิคือเครื่องมือจำเป็นเบื้องหลังความผ่องใสสำหรับการศึกษาธรรมะ และฝึกฝนควบคู่ จนเอาสมาธิมาใช้ประโยชน์ต่อตนเอง เมื่อใจสงบแน่วแน่แล้วประสิทธิภาพในการทำกิจต่างๆ ก็จะบังเกิดผลทวีคูณขึ้นเป็นอันมาก เหมือนกับที่เวลาเราใจว้าวุ่น ไม่มีความสบายใจ มีเรื่องให้คิดหนัก เราก็จะทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดี ดูมันตื้อๆ ตันๆ ไม่เฉียบคม แต่เมื่อจิตใจสดชื่น ปลอดโปร่งดีแล้ว ทุกอย่างก็จะราบรื่นไปเสียหมด ดังนั้นในเรื่องของจิตใจผ่องใสนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ ในการป้องกันอกุศล และสร้างกุศลครับ

สุดท้ายแล้ว (ชักเมื่อยและมันหัวเต็มที) = =a อยากให้ลองสังเกตดูว่า วันหนึ่งๆ ของตัวเราๆ ทำอุศลจิตให้เกิดขึ้นมากมายกว่ากุศลจิตหลายร้อยหลายพันเท่าซักแค่ไหน เหตุการณ์แทบทุกอย่างในชีวิตประจำวัน เอื้อให้ใจคอยตกไปทางฟากอกุศลอยู่ตลอดเวลา คิดดูว่า เราเกิดความฟุ้งซ่านมากกว่าการความสงบนิ่งทางอารมณ์ต่างๆ กี่เท่า ? เกิดความอยากได้ใคร่มี รำคาญไม่พอใจ รักชอบเกลียดชัง มากกว่าความปลอดจากตัณหาต่างๆ และเสียสละมากกว่ากี่เท่า ? เกิดความหมั่นไส้ไอ้อีคนนี้มากกว่ายินดีกับคนอื่นกี่เท่า ? เกิดการเห็นโลกเป็นมายา ว่าเที่ยงแท้ เป็นตัวตน มากกว่าเล็งเห็นตามสภาพความจริงที่ไร้ความยั่งยืน แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และไร้ตัวตนซักกี่เท่า ?

มองให้หยาบแสนหยาบขึ้นเป็นวัตถุนิยมอีก ... ศีล 5 ของเราเป็นอย่างไร ? เรายังสนุกกับการเบียดเบียนทำร้ายตนเองและผู้อื่น ทั้งกายและวาจา อยู่เป็นนิจหรือไม่ ? เป็นความเคยชินหรือไม่ ?

ถ้าระลึกรู้เท่าทันสภาพเหล่านี้ โอกาสแทรกแซงปริมาณกุศลเข้าไปถ่วงดุลก็มีมากขึ้น

เจริญในธรรม และขอให้พ้นทุกข์ครับ

Gow27

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
report ไม่มาซักที
#1  by  sephi (61.91.176.65) At 2005-02-23 02:29, 
กุศลจิตเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะมีด้วยกันทั้งนั้น แต่กลับทำให้มีขึ้นในใจได้ยาก เพราะ การขาดสติเป็นสำคัญ ยามเมื่อจิตเราอิ่มเอมสุขสบายดี ใจก็คิดไปแต่เรื่องดีๆทั้งนั้น ก็สรุปความในขณะนั้นเลยว่าจิตเรานั้น ดีอยู่แล้ว หรือ เป็นกุศลอยู่แล้ว แต่เอาเข้าจริงพอมีเรื่องมากระทบจิตนั้นกลับพลิกเป็นขุ่้นมัวหรือเป็นอกุศลจิตไปเสีย ความคิดปรุงในด้านร้ายหลั่งไหลออกมาสืบต่อเป็นคำพูดหรือการกระทำในด้านลบตามมาอีก นี่ก็เพราะขาดซึ่งสติตัวระลึกรู้สภาวะของจิตอันนี้เสีย กุศลจิตจึงเป็นเพียงสัญญาที่อยู่เพียงชั่วครู่ แล้วก็แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งที่มากระทบกับใจ ดังนั้นกุศลจิตที่มีในใจควรได้รับการอบรมให้คงอยู่อย่างมั่นคงยิ่งขึ้นด้วยฐานของจิตคือความสงบจากสมาธิ เปรียบได้กับบ้านที่มีฐานรากที่แข็งแรง บ้านหลังนั้นก็ไม่โอนเอนไปทางใดโดยง่าย ตั้งมั่นอยู่อย่างนั้นแม้จะมีลมพัดแรงหรือสิ่งใดมากระทบกระทั่ง

กุศลจิตคือสิ่งที่นำพาเราประพฤติในสิ่งที่ดีที่งาม แต่ในกระแสทางโลกที่มีสิ่งเร้ามากมายรอบตัวคอยแต่จะดึงใจของเราให้ไหวไปไหวมา จึงควรเอาใจใส่สติให้มากควบคู่กันไปด้วย ดังนั้นแล้วความคิดที่ใฝ่ดีอันมาจากกุศลจิตนี้ก็จะเข้มแข็งขึ้นตามมาเช่นกัน
#2  by  ข่าน (61.90.72.188) At 2005-02-23 02:52, 
หมายเหตุ - บทความนี้เลี่ยงที่จะใช้ศัพท์ เทคนิคทางธรรมหลายคำ เช่น อายตนะ ผัสสะ สังขาร วิญญาณ สัญญา ฯลฯ เพื่อความสะดวกในการอ่านทำความเข้าใจ

มีจุดที่จงใจให้คลาดเคลื่อนกับธรรมะที่นึง คือคำว่า "จิต" ที่ระบุไล่เป็นข้อๆ จริงๆ ควรเป็นคำว่า "เจตสิก" หรือคุณสมบัติที่ประกอบต่อจากจิต (จิต เป็นแค่ธาตุรู้ แต่เจตสิกจะขยายต่อออกไป) แต่ผมตัดสินใจใช้แค่ จิต คำเดียว เพราะกลัวจะยิ่งงงกันเข้าไปใหญ่ครับ
#3  by  gownui (210.246.67.197) At 2005-02-23 03:03, 
วันมาฆบูชา วันที่เราอยากเวียนเทียน~
เค้าบอกว่า เวลาเราเวียนเทียน คนที่จากเราไปแล้วจะมามองเราหละ..

ศาสนาพุทธไม่ได้สอนแบบนั้นแต่เราก็รู้สึกสบายใจ~

ว่าแต่ อกุศลจิต เรามีครบเกือบทุกข้อ =_= ฮึกๆๆ กุศลจิตมีถึง 3 ข้อมั้ยเนี่ยเรา ^^!!
#4  by  kotoko (203.150.108.69) At 2005-02-23 09:57, 
มะ.. เหมือนจะมีอกุศลจิตมากกว่าค่ะ ^^! กรี๊ดดด ก็พี่เก้าลำเอียงนี่คะ ให้อกุศลมา 14 ข้อ กุศลมา 12 ข้อง่ะ ^^!!
ตายแล้ว เพิ่งอัพบล็อคเผยกิเลสตัวเองมา อ่านของพี่รู้สึกชีวิตตัวเองไม่ค่อยได้ทำดีอะไรเท่าไหร่เลย

จะพยายามค่ะ >.<\
#5  by  KeeChan (61.90.108.196) At 2005-02-23 09:58, 
ยอมรับว่าไม่อ่านแต่ตอบเลย แต่จะพูดว่า จะพยายามทำให้ตัวเองมีความสุขขึ้น และทำสิ่งดีๆ มากขึ้น โดยที่คนอื่นไม่เดือดร้อนอ่ะ คงพอเนอะ เพราะนี่ก็พยายามแล้วนะ

ไม่ค่อยถูกกะหลักธรรมะเท่าไหร่ เหมือนคนไม่มีศาสนาซะงั้น
#6  by  นู๋เฟย์ At 2005-02-23 18:51, 
sms วันนี้ นี่ Happy Makaboocha Day เหรอคะ - -

สงสัยเราจะกรรมเยอะ ชอบมีเรื่องมาให้เครียดตอนช่วงสอบทุกที.....( จะได้รีไทร์ตั้งแต่ปีแรกป่าวฟะ )

ใครบุญเยอะ อุทิศส่วนกุศลมาให้ผมมั่งเด้อ ขอให้บุญที่ทำๆมาช่วยพาเราออกจาก (โคตร) ความทุกข์ครั้งที่ 2 ในชีวิตที สาธุ......
#7  by  SoraJung (61.91.36.1) At 2005-02-23 21:47, 
อกุศลจิต หลายๆข้อ คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะละเลิกในขณะที่เป็นฆราวาสน่ะครับ .. จริงๆอาจจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ ^^! (ความคิดผมน่ะ)
เช่นเรื่องความอยาก เพราะการกระทำทุกอย่างก็จากความอยากทำ ถ้าไร้ซึ่งความอยาก ก็คือการอยู่เฉยๆเท่านั้น และรอร่างกายใช้พลังงานให้หมด และก็ให้มันดับไปเอง......(เพราะแม้แต่การกิน หายใจ หรือขับถ่าย มันก็เป็นแรงกระตุ้นทางร่างกายจากแรงกระตุ้นทางระบบประสาทสัมผัสต่างๆ ซึ่งก็คือความอยากในร่างกายทั้งนั้น)
เพียงแต่ความอยากที่จะนำไปสู่อกุศลจิตข้ออื่น น่าจะเป็นความอยาก ที่ มากเกินพอดี จนเกิดความประมาท ที่เรียกว่า โลภ มากกว่า

ติดใจบางข้อด้วยครับเช่น

ถีนะ - ความหดหู่ ท้อแท้ใจ
มิทธะ - ความเซื่องซึม ง่วงเหงาหายนอน เบื่อหน่ายชวนหลับ
วิจิกิจฉา - ความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ คลางแคลง กล้าๆ กลัวๆ ไม่หนักแน่น

คือมันเหมือนกับไม่ได้เป็นจิตที่จะทำให้ใครเดือดร้อนหรือไปมุ่งร้ายใครน่ะ ผมสงสัยว่าทำไมถึงจัดเป็นพวกอกุศลจิตล่ะครับ ' '?
(นี่ผมก็คิดอกุศลอีก... เพราะมีความสงสัย ต้องการหาคำตอบ .....งงมั้ยเนี่ย - -! ทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด .....)

ความดีที่ผมเคยทำ และยังทำอยู่ตอนนี้ด้วยคือ ผมคอยแก้ปัญหาในเรื่องเรียนให้เพื่อนผมคนนึงอยู่ ตอนเขาจบ ม.ต้น มีวิชาติด 0 ผมก็ไปช่วยทำให้ ตอนนี้เขาเรียนสายอาชีพ แต่อยากจะเอนท์เพื่อจะได้เรียนในมหาวิทยาลัย ผมก็ช่วยเขาเต็มที่ในด้านคำแนะนำว่าควรทำอะไร ยังไง แล้วผมก็พาไปทำด้วยในบางเรื่อง ด้วยประสบการณ์ที่ผมมี ก็หวังว่าเขาจะได้ดังตั้งใจในเป้าหมายนั้น เพราะเขาเพียงก้าวพลาดในชีวิต ม.ต้น ที่ขี้เกียจเรียนมากไป แต่โดยตัวเขาเอง เขาเป็นเพื่อนที่ผมสนิทมาก และจัดเป็นเพื่อนที่ผมเชื่อใจที่สุดคนนึง และก็เป็นคนดี(จัดเป็นเพื่อนแท้ ไม่ใช่เพื่อนกิน) แม้จะไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่าง ร.ร.เทคนิค ความดีในตัวเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป ผมคิดว่าเขาควรจะมีโอกาสกลับขึ้นมาในทางที่ดีกว่าการเรียนต่อ ปวส. ได้ และผมจะดีใจมากถ้าเขาทำสำเร็จในการเอนท์ครั้งนี้ เขาหวังวิศวะโยธาฯ ม.เกษตร ไว้ ก็ต้องเอาใจช่วยกันต่อไป ^^ การเรียนสายอาชีพจะยากหน่อยเวลาเอนท์คือ เขาไม่มีสอนวิชาสายวิทย์ให้ แต่เทอมที่ผ่านมาเขาก็ไปเรียนพิเศษมา ความสำเร็จคงไม่ไกลถ้าเขาตั้งใจจริง(ซึ่งผมก็เห็นเขาเป็นอย่างนั้นอยู่ในตอนนี้....แม้ช่วงต้นๆจะวุ่นกับการเปิด bot และก็ กิลวอร์ RO มากไปหน่อยก็ตาม)
ขอให้สำเร็จน่ะบักแซม :) (ชื่อเพื่อนผมคนนั้น)
#8  by  detonator (203.150.217.117) At 2005-02-23 22:45, 
วันนี้ ผมทำดีครับ ทำดีโดยการไม่ทำตัวให้คนอื่นเดือดร้อน :P
#9  by  Re-Peat Again At 2005-02-23 23:33, 
มาตอบ คห. ต่างๆ

Kotoko - ศาสนาพุทธก็ไม่ได้บอกว่าคนที่เกิดใหม่ในภพภูมิอื่น (แล้วระลึกเหตุการณ์เก่าๆ ได้) จะลงมาดูเราเวียนเทียนไม่ได้นะ :)

เป็นไปได้ทีเดียว ... เพียงแต่เขาอยู่ในสภาพใด เรามิอาจทราบ และการรับบุญก็ขึ้นอยู่กับธาตุขันธุ์ที่เอื้ออำนวยของแต่ละภูมิ ถ้าเป็นโอปปาติกะ สัมภเวสี จะรับได้ด้วยการอนุโมทนาบุญ ถ้าเป็นเปรตบางชนิดจะรับได้โดยตรง

แม้เป็นคนไม่ตาย เมื่อได้รับรู้การกระทำของญาติๆ ที่ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลเผื่อแผ่ให้ แล้วสนใจติดตามรับฟังข่าวกุศล หรืออนุโมทนาบุญนั้น เขาก็รับเต็มที่เลยล่ะ ดังนั้นเชื่อแบบเดิมก็ถูกต้องแล้วอ่ะครับ ^^

กีจัง - จริงๆ กุศลจิตมีน้อยกว่าอกุศลอยู่แล้วอ่ะครับ แถมเกิดยากกว่ามากด้วย จึงไม่แปลกเลยที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า การเกิดเป็นมนุษย์หรือปฏิสนธิในภพภูมิที่เป็นสุขคติ เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ในทางตรงข้าม การพลาดท่าตกลงสู่ที่ต่ำแห่งอบายภูมิ กลับง่ายจนน่ากลัว ...

ฟังจากที่น้องเขียน แค่คิดใฝ่ดีกว่าเดิมก็เป็นบุญแล้วล่ะครับ :) ยามตระหนักว่ากุศลจิตสร้างลำบาก ไม่รู้จะเริ่มต้นจากข้อใด ขอให้เน้นไปที่ "สติ" ก่อนเลยครับ เวลาจะทำสิ่งใดจงรู้ตัวไว้เสมอ เพราะสติจะเป็นฐานของกุศลอื่นๆ ของมรรค 8 อีกหลายข้อ

Canix - ทำดี ละชั่วแบบสากลโดยไม่ต้องอิงศาสนา แต่อิงธรรมชาติแทนนะครับ :)

Detonator - อันนี้ต้องตอบยาวหน่อย ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจธรรมชาติของสภาพธรรมต่างๆ ก่อนครับ กล่าวคือ การที่กุศลหรืออกุศลทั้งหลายจะปรากฏกำเนิดขึ้นมาในจิตนั้น มันเกิด เพราะมี "เหตุปัจจัย" ให้มันเกิดครับ ไม่ได้เกิดมาเพราะเรา "สั่งการ" ให้มันปรากฏ ดังนั้นวิธีข่ม ฝืนทน พยายามจะกำจัด จึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเลย และถึงพยายามไปแค่ไหนก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะเราฝืนกฏธรรมชาติ

เช่น หากเราอยากจะให้ฝนตก เราต้องสร้างปัจจัยคือ อนุรักษ์ แหล่งน้ำ ป่าไม้ พื้นดิน ทรัพยากร ให้อุดมสมบูรณ์ เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม หาใช่การกู่ร้องอ้อนวอนให้ฝนตกไม่ ...

ฉันใดก็ฉันนั้น การทำให้ อกุศลระงับ หรือทำให้กุศลเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก็ต้องทำด้วยการสร้าง "เหตุปัจจัย" พอเหมาะ ให้องค์ประกอบถึงพร้อม แล้วดำเนินไปตามสภาพธรรมเพียงวิธีเดียว ไม่ใช่ไปบังคับ ข่มห้าม เช่น สั่งจิตใจว่า "เฮ้ย อย่าโกรธนะเว้ย" สั่งร่างกายว่า "เฮ้ย อย่าหิวนะเว้ย" "อย่าเจ็บเวลาคนเอามีดแทงนะเว้ย" นั่นเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะคนเรายังมี ประสาททางกาย และมโนทวารไว้เป็นเครื่องรับอารมณ์ทางกายและใจ ให้เกิดเวทนาต่างๆ เราจึงข่มมันไม่ได้อย่าที่อธิบายไว้แต่ต้น

เอาใหม่

ความโกรธเกิดขึ้น เพราะมันมีปัจจัยให้เกิด คือ มีคนมากระทำเรา-เราเจ็บ-ใจปรุงแต่งขั้นแรกว่าไม่ชอบ-เรายึดถือในความเป็นเรา-เรารู้สึกว่าตัวเราถูกคุกคาม-ใจปรุงแต่งขั้นสองว่าเกลียดแค้น-ปรุงแต่งขั้นสามให้ตอบโต้กลับ เทียบเคียงกับสัญญาความทรงจำเดิมๆ ว่า หากปล่อยไปให้มันทำอีก มันจะได้ใจ ...

ความโกรธไม่ได้เกิด เพราะเราสั่งให้มันโกรธ เราจึงบังคับมันไม่ได้ ตามหลักอนัตตา !

ดังนั้น ถ้าจะไม่ให้โกรธ ต้องทำลายปัจจัยเพื่อให้วัฎจักรนี้สลายไป

วิธีการน่ะหรือ ไม่มีวิธีอื่นใด นอกจาก "ตามรู้ให้เท่าทันความเป็นจริงที่เกิดขึ้น" แล้วก็ "เห็นไปตามนั้น" ตามด้วยการพัฒนาตนเองเพื่อ "สร้างเหตุปัจจัย" ให้กุศลแทรกอกุศล ด้วยปัญญา เพื่อเจริญไปจนเห็นแจ้ง มันจะละคลายได้ตามสภาพ หลักปฏิบัติ คือ มรรคมีองค์ 8

เช่นเดียวกับเวลาเราอ่านหนังสือเรียนไม่เข้าใจ เราจะสั่งให้มันเข้าใจ ย่อมเป็นไปไม่ได้ วิธีแก้คือ ศึกษาข้อมูลให้เยอะๆ ทบทวนให้มาก ถามเพื่อนที่เก่งๆ พอปัจจัยถึงพร้อม จู่ๆ จังหวะที่ความรู้ความเข้าใจเกิดขึ้น มันก็แว่บขึ้นมาเอง ! และเมื่อเข้าใจแล้ว การจะทำให้ลืม หรือเลิกเข้าใจย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีปัจจัยให้ลืม

อธิบายมาเนี่ย พอเข้าใจไหมครับ ^^!

พูดถึงอกุศลจิตต่อ น้องคิดว่าทำไมบางเรื่องไม่ได้เบียดเบียนใคร เหตุใดจึงถือเป็นอกุศล ก็ต้องกล่าวว่า ในทางธรรมชาติกุศลหรืออกุศล นับรวมเอาทั้งการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อทั้งตนเองและผู้อื่น หากทำลายตนเองให้ทรุดโทรมหรือจิตเศร้าหมอง ไม่สดชื่น เกิดความหนัก ไม่ควรแก่งาน ขาดประสิทธิภาพลงทางใดทางหนึ่ง ก็เข้าข่ายแล้วครับ :) ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ทำร้ายตนเองด้วยจิตหนึ่งๆ เช่น ฟุ้งซ่าน ตนเองก็เป็นผู้รับผลแห่งความฟุ้งเลอะนั้นครับ ไม่มีใครจะมารับแทน หรือความฟุ้งซ่านนั้น ขาดสูญ ไม่มีผล

เรื่องของความอยาก และต้องใช้แรงกระตุ้นถึงจะทำอะไรต่อมิอะไรได้ ถือตัณหาและโลภะ เป็นเชื้อ กุศลจิตที่จะผลักดันให้กระทำสิ่งต่างๆ โดยปราศจากอกุศล คือ "ฉันทะ" คือความพอใจตามหลักเหตุผล ไม่ใช่ด้วยความกระตุ้น ... เมื่อมีฉันทะย่อมไม่รังความเบื่อหน่าย ขี้เกียจให้เกิดขึ้น แต่ถ้าเอาตัณหานำแล้ววันนึงแรงกระตุ้นหมดไป ใจจะทำกิจจะอยู่ไหน ?

จุดนี้ต้องขยายความอีกมาก ในอนาคตผมจะเขียนเปรียบเทียบเรื่อง ตัณหา และ ฉันทะ แบบละเอียด รวมทั้งผลกระทบต่อสภาวะจิตใจอีกทีครับ
#10  by  gownui (203.154.77.9) At 2005-02-24 01:19, 
ยาวโครตๆ......

มองอีกแง่ เรื่องธรรมมะ ถ้าใช้ในทางที่ผิด มองแต่อะไรด้านเดียว มันก็ จิตใจสงบด้านเดียว จริงๆ นะ....

Case นี้ เดี๊ยวคงต้องถกกันหน่อย....... ยาวหว่ะ ....
#11  by  Gomora (61.91.68.148) At 2005-02-24 01:22, 
ตอบ นุก

จุดประสงค์ธรรมะ

- เอาไว้สำหรับมองความเป็นจริงที่ปรากฏ เป็นสัจธรรม ไม่ได้เอาไว้มองแค่เป็นด้านๆ

- อยู่ที่เป้าหมายของผู้ปฏิบัติ ว่าปรารถนาผลระดับใด ผลสำเร็จทางโลก (โลกียะ ในแง่มนุษย์) ทางกามาวจรภูมิ (สวรรค์หรือเหนือกว่า) หรือเหนือโลก (โลกุตตระ) คนเลือกต้องเลือกเอง สัจธรรมมีอยู่ พระพุทธเจ้าแค่ชี้ทาง

ถ้ามองว่าโลกกีย์คือสุดยอด ก็ไม่จำเป็นต้องจับเอาหลักโลกุตตรธรรมมาปน เพราะจุดประสงค์ของสองอย่างนี้มันคนละทางกัน เหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เอาแผนที่ไปอเมริกามาดู มันใช้กันไม่ได้

เลือกธรรมให้เหมาะสมกับกาลเทศะ และการใช้งาน ให้ถูกจุดประสงค์ของงาน
#12  by  gownui (203.154.77.9) At 2005-02-24 01:37, 
เรียกขวัญกำลังใจสินะ :P
#13  by  Trigger (61.90.23.77) At 2005-02-24 08:32, 
ได้รู้ถึงการฝึกจิต รวมถึงกุศลจิตและอกุศลจิตแล้ว จะพยามทำให้จิตสะอาดละกัน ขอบคุณที่มาบอกบุญนะ
#14  by  Giorno At 2005-02-24 10:08, 
จริงๆ ว่าไป ผมว่า เก้าเขียนแบบที่เก้าเป็นแบบนี้อยู่ก็ดีอยุ่แล้วนะ
เรื่องบทความน่ะ

มีเอกลักษณ์ดี
#15  by  gomora (203.155.21.163) At 2005-02-24 11:25, 
อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังทำความดีได้ไม่เยอะเท่าไรเลยนะ
อืม...หลังจากนี้ต้องทำดีให้ยิ่งขึ้นกว่าเดิมครับ
#16  by  Rize (61.19.218.51) At 2005-02-24 14:53, 
กระจ่างขึ้นมากเลยครับ
ผมขอเช๊คอีกทีหน่อยว่าผมเข้าใจถูกมั้ย.. คือ ถ้าเราไม่ต้องการให้มีจิตอกุศล เช่นในเรื่องความอยาก อยากกิน จะไม่ให้อกุศลนี้เกิด ต้อง กิน ให้เพียงพอ แล้วจิตที่เป็นความอยากกิน ก็จะไม่เกิด(เพราะไม่มีเหตุให้เกิด)
ถูกรึเปล่าครับ ' '? แล้วกรณีอื่นๆก็คงคล้ายๆกัน คิดสืบจากผลไปหาเหตุ แล้วหาคิดหาทางไม่ให้เหตุมันเกิด เพื่อจะได้ไม่มีจิตอกุศลเกิดขึ้นภายหลัง
#17  by  detonator (203.150.217.120) At 2005-02-24 21:47, 
หง่ะ ............................. ^^"
มันยากอ่าจิคุณขา

#18  by  ffirstt (203.150.217.120) At 2005-02-24 22:01, 
"อกุศลจิต" คะแนนนำลิ่วเห็นๆเลย....
เหนื่อยนะ ที่ต้องอยู่กับไอ้อารมณ์พวกนี้ แต่เราไม่ใช่แม่พระนี่...อย่างน้อยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่เบียดเบียนก็น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่เราทำได้ตอนนี้ล่ะมั้ง --"-- เพ้อฝัน ฟุ้งซ่าน อยากมี อยากเป็น แค่นี้ก็ละไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ^_______^
#19  by  yume (61.91.88.13) At 2005-02-26 23:17, 
ไม่รู้แกจาเข้ามาอ่านป่าวนะ
แต่ทิ้งข้อความไว้ให้รู้ว่าเราแวะมาละกัน
ถึงจะยังไม่ได้อ่านก็เหอะ

นอนไม่หลับหวะ

จากคนที่ยังใช้บลอค ไม่เปน
#20  by  paintmered At 2005-02-27 04:09, 
บล๊อกพี่เก้าคราวนี้มาเป็นธรรมะเลย อ่านไปอ่านมารู้สึกว่าตัวเองไม่ใช้คนดีเลย เข้าข่ายมีอกุศลจิตมากกว่าอีก ^^'' แต่จะพยายามสวดมนต์นั่งสมาธิต่อไป
#21  by  คุณเต่า ★ At 2005-02-27 08:38, 
มาตอบช้าอีกแล้วสิตู

วันพระ อยากขอพร อยาก....ทำอะไรดีๆ
แต่สุดท้าย...เฉียดตายอีกแล้ว

ศาสนาสอนให้ทุกคนไม่ประมาท ไม่มัวเมากับสิ่งต่าง ๆ

เราก็พยายามไม่ประมาท แต่ก็ประมาทไปจริง ๆ

ไม่รู้ว่าวินาทีไหน...คุณจะตาย

ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าแน่นอน แต่ว่า....คุณทำดีมั่งรึยัง?
#23  by  blueclover (202.57.168.188) At 2005-02-28 02:25, 
ตอบ Detonator อีกนิดนึงให้เสร็จสิ้น :) แยกเป็น 3 ประเด็นครับ

ประเด็น 1
การที่จะไม่ให้เกิดอกุศลจิต (เจตสิก) ในที่นี้ อย่างที่กล่าวไว้แล้วคือทำเหตุปัจจัยต่างๆ เพื่อความไม่เกิด ก็จะไม่เกิดเช่นนั้น ซึ่งการที่น้องยกเรื่องความหิวขึ้นมาเป็นประเด็น ก่อนอื่นพึงทราบว่า ความหิวเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกาย เมื่อมีกาย (รูป) ก็จำเป็นต้องใช้พลังงาน ใช้กล้ามเนื้อ ใช้สมอง จำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เราเลยต้องกินเพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ ความหิวจึงเกิดกับสัตว์อย่างมนุษย์หรือเดรัจฉาน เช่นเดียวกับการที่สิ่งมีชีวิตต้องนอนหลับ ต้องขับถ่ายอุจาระปัสสาวะ ตราบใดที่มีร่างกาย ไม่เกี่ยวกับกิเลสหรืออกุศลจิตใดๆ แต่ปุถุชนทั่วไป มีกิเลส มีอุปาทาน เมื่อความหิว (เวทนา) อันเป็นเรื่องธรรมชาตินั้นมีอยู่ กระทบเกิดขึ้น แต่เรากลับ "ปรุงแต่ง" ใจเพิ่มเติมเอาทีหลังตามแรงของตัณหา ยึดติดในความอร่อยของรสชาดอาหาร กลายเป็นแทนที่จะกินเฉยๆ แต่กินเพราะความอร่อย กินเพราะชอบ ไม่กินก็เพราะเกลียด หรือเพราะมันไม่อร่อย ... สังสารวัฎจึงเกิดขึ้นจากจุดนี้

ดังนั้นถ้าจะกล่าวถึง การดับเหตุปัจจัยของความหิวจริงๆ ก็ต้องใช้โยนิโสมนสิการ (การพิจารณาโดยแยบคาย) มองจากรากเหง้าของสภาวะธรรมจริงๆ

ทำไมถึงหิว ?
เพราะมีร่างกาย

ทำไมถึงมีร่างกาย ?
เพราะมีการเกิด ... เมื่อมีเกิด ก็ต้องดำรงชีวิตอยู่ตามสภาพของรูปขันธุ์นั้น จึงมีความหิว เป็นต้น จากนั้นมนุษย์ ก็ยัง เจ็บป่วย และตายได้

แล้วทำไมถึงมีเกิด ? (แก่ เจ็บ ตาย)
ก็เพราะเหตุเชื้อแห่งการเกิดยังมีอยู่ มีกรรมเก่าอยู่ เรายังใช้ชีวิตสร้างเหตุปัจจัยอยู่เรื่อยๆ ก็ต้องเกิดน่ะสิ ! ถ้าไม่เกิดทั้งที่สร้างเหตุนี่สิ จะแปลกกว่า

แล้วทำยังไงถึงจะไม่ให้มีเชื้อล่ะ ?
ก็สร้างเหตุปัจจัยให้เหมาะสมแก่การดับเชื้อไง

แล้วสร้างเหตุปัจจัยยังไงอ่ะ ?
อริยสัจ 4 พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ไว้เรียบร้อยแล้ว ศึกษาเอง พิสูจน์เอง :)

ถ้าน้องยังจำข้อความเดิมๆ ได้ คือ ใช้วิธีระงับหรือบังคับตัวเองมาจัดการความหิว (เหมือนที่จะพยายามสั่งไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น) จะเห็นเลยว่า ใช้การไม่ได้แน่นอน ...

ท้องมันหิว ไปสั่งให้อย่าหิว หายไหม ? มันจะยิ่งส่งเสียงร้องหิวหนักกว่าเดิมซะอีก มีแต่ตายกับตาย ถ้าไปข่มมัน ... แถมถ้าหิวตายไปอาจลงนรกก็ได้ เพราะทำไปด้วยอวิชชา คือ ความไม่รู้สภาพความเป็นจริงตามสภาวะธรรม ก่อนตายใจประกอบด้วยโมหะ อาจเป็นอาสันนกรรมที่รุนแรง ส่งผลเป้นทุคติ ถึงได้บอกว่า วัฏฏะนี้มีแต่ความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยให้โอกาสแก่ผู้พลาดพลั้ง หลงเข้าใจผิดแม้แต่ชั่วขณะเดียว !

ประเด็น 2
การดับทุกข์ ต้องอาศัยทางสายกลาง

ประเด็น 3
การจะดับทุกข์ใดๆ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเสพย์บริโภคสิ่งนั้นจนพึงพอใจ อิ่มหนำแล้วถึงจะถือว่าสร้างเหตุปัจจัยโดยพร้อมมูลแก่การพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงนะครับ ยกตัวอย่างจากข้อเก่า เวลาเราหิวเราก็กินให้มันอิ่ม ก็ถูกนะครับ สามารถระงับความหิวขณะนั้นได้ (เรียกว่า ทำเหตุปัจจัยดับความหิวชั่วคราว) แต่ถ้าจะให้หลุดจากความหิวโดยถาวร (ไม่ใช่แค่อิ่มเป็นมื้อๆ) แน่นอน ... คำตอบก็คือ ต้องไม่มีรูปกาย หรือไม่ต้อง เกิด นั่นเอง :) (ส่วนทุกขเวทนาจากอัตภาพร่างกายที่มีอยู่ก็ต้องเสวยผลกันต่อไป)

ฉันใดฉันนั้น ตัณหาไม่อาจดับด้วยการสนองตัณหา อาทิเช่น
เราไม่มีวันเลิกยึดติดรสชาดโอชะได้ด้วยการหาอาหารเลิศรสมากินทุกวัน ต่อให้ไปขุดโรงแรมห้าดาวทั่วโลกมากระเดือกครบ สุดท้ายความเลี่ยนก็จะพาไปกลับไปหาความอร่อยจากไก่ย่างส้มตำหรือก๋วยเตี๋ยวข้างถนนอยู่ดี
เราไม่มีวันเลิกสุขดื่มด่ำยามฟังเพลงไพเราะๆ หรือหยุดความสนุกหฤหรรษ์ด้วยการหาเพลงถูกแนวมาฟังจนเบื่อ จริงอยู่ ถึงจะเบื่อก็แค่เพลงเก่าๆ ที่ฟังซ้ำ แต่หาได้คลายอุปนิสัยใคร่เสพย์เสียงทางหูที่พอใจ
เราไม่มีวันเลิกชอบดูผู้หญิงสวยๆ หรือเบื่อการมีเพศสัมพันธ์กับสาวๆ (หนุ่มๆ กรณีเป็นเกย์) ด้วยการเฝ้าดูสาวเป็นพันๆ หมื่นๆ คนทุกๆ วัน หรือเปลี่ยนคู่นอนรายวัน จนเบื่อความสวยนั้น มีแต่จะยิ่งหาคนแปลกใหม่มาลิ้มลองบรรยากาศที่แตกต่าง ตามแต่วาระโอกาสจะอำนวย (หากไร้ศีลธรรมกำหนดกรอบชีวิตตามหลักเหตุผล) จริงอยู่ บางคนอาจเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ลดความกระตือรือล้นไปตามอายุ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเลิกสนใจสิ่งสวยงามอีกต่อไป ที่เสื่อมถอยเป็นปัจจัยทางสังขารร่างกายอันอ่อนล้าลง แต่จิตใจหาได้เป็นเช่นนั้น เพียงแต่เปลี่ยนความยึดติดรูปหนึ่งไปสู่รูปแบบใหม่เท่านั้น บางคนแทบไม่ได้คิดเรื่องผู้หญิงเท่าสมัยวัยหนุ่มๆ แต่หันไปสนใจเรื่องสาระอื่นๆ เช่น ชอบสนทนากับเพื่อน ชอบฟังข่าวสาร ชอบงานอดิเรกหลังเกษียณที่กำลังทำอยู่ เป็นต้น ในขณะที่บางรายกลายเป็นจมอยู่ในความเศร้าหมองหดหู่ของความชราภาพ นั่งเสียดายวันเวลาเก่าๆ ในอดีต นั่งรอความตายในอนาคตอย่างสิ้นหวัง จนไม่ได้สนใจผู้หญิง เป็นต้น

ประเด็นคือ ถึงใครจะเสพย์มากมายจนเริ่มชาชิน เริ่มเอียนอาหารหรูๆ แพงๆ มันก็แค่ธรรมชาติที่มีความแปรผันตลอดเวลา (อนิจจัง) อุดอู้บีบคั้นอยู่ในสภาพเดิมๆ ไม่ได้ (ทุกขัง) ปุถุชนจึงหาทางออกโดยเปลี่ยนจากรสสัมผัสเก่าๆ ไปหาสัมผัส (ทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์ทางใจชื่นมื่น) ใหม่ๆ ที่ปราณีตและไม่จำเจอยู่ดี พูดง่ายๆ ว่าหากเบื่อหรือทุกข์ ก็จะคิดแค่ว่า อยากดิ้นรนร้อนรนจะไม่ทุกข์ คิดเอาสุขมากลบทุกข์ สุดโต่งสองด้านของการจับยึดสิ่งไม่จีรังอันปราศจากตัวตน และ ร่ำๆ อยากจะไปหาความสุขที่แปลกใหม่และสุดยอดกว่าเดิมหลังจากเริ่มหน่าย

เพราะกามตัณหา (ความปรานา พึงพอใจในกาม) ไม่มีวันอิ่มได้ด้วยการ บริโภค สนองตัณหาตนเองจนพุงกาง ครับ :)

สำหรับคนอื่นๆ นั้น ขอบคุณที่อุตส่าห์มาอ่านกันครับ ขอให้ทุกคนพยายามทำดีตราบเท่าที่มีโอกาส หรือหากไม่สะดวก ก็ขอให้รักษาใจให้อยู่ในข่ายกุศลก็แล้วกันครับ ตอนนี้ผมป่วยหนักอยู่ สังขารไม่ให้สำหรับทำอะไรเลย แม้แต่เขียนนี่ก็แทบไม่ไหว เลยขอตอบคำถามเท่านี้ละกันครับ

ด้วยบุญทั้งหมดใน entry นี้ (ของผมและของทุกๆ คนที่อ่านและบอกกล่าวเจตนาต่างๆ ลงไป) ขอโปรดดลบันดาลให้ทุกคนเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม (ธรรมชาติ) อย่าได้หลงผิด อย่าได้พลาดพลั้งในชีวิต ขอให้กุศลเป็นเสมือนเกราะป้องกันจากภัยอันตรายทั้งปวง และอยู่อย่างมีความสุขต่อๆ ไปจนกว่าจะ Happy Ending กับสังสารวีฏ ...

ด้วยกุศลนี้ ขออุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งปวง เป็นต้นว่า สัตว์ที่ผมเคยฆ่า เคยทรมาน อย่างเลือดเย็น สมัยเด็ก ขอให้เป็นสุข แล้วอโหสิกรรมแก่กันด้วยเทอญ
gownui @203.154.77.9 , 28/2/2548 2:03:59
#24  by  gownui (203.150.217.120) At 2005-02-28 09:52, 
เสริมอีกนิด เขียนตกไป

ที่เขียนเรื่องความติดในรสอร่อยเป็นตัณหานั้น ไม่ใช่กรรมชั่วร้ายหรือผิดแต่ประการใดในฐานะปุถุชน หรือฆราวาสผู้ครองเรือน แต่ผลของตัณหานั้น นำมาซึ่งทุกข์ ตามนัยยะของอริยสัจนั่นเอง (ทุกข์จาก สังสารวัฎ และทุกข์ตามสภาพ ของการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายไม่จบสิ้น และ ผลพวงของกิเลสต่างๆ)
#25  by  Gow27 At 2005-02-28 10:01, 
ผมว่าผมขี้เกียจอ่านที่พี่พิมพ์ว่ะ

โทรคุยกันเร็วกว่าเยอะเลย กร๊าก

ปล.วันนี้ฟาดไป 52 นาทีนะพี่
เบอร์บ้านเข้ามือถืออ่ะ 555 ~
#26  by  Trigger (61.90.23.32) At 2005-02-28 19:04, 
ตอนนี้สังขารไม่ให้ ก็ขอให้สังขารกลับมาเป็นปกติในเร็ววันน่ะครับ :)

จะนิพพานคงต้องให้จิตทั้งกุศล อกุศลกลายเป็นศูนย์ ทำให้กรรมมันให้ผลจนหมด จะได้ไม่มีอะไรทำให้จิตเกิดใหม่ และคงต้องทำให้ได้จนถึงตอนที่จิตสุดท้ายหยุดทำงานพอดี ..... ยากน่าดู - -'

มาคิดๆแบบวิทยาศาสตร์แล้วง่ายกว่าเยอะ เหอๆ... คนเป็นอนุภาคและสสารที่รวมกันเป็นกลไกทางชีวะเคมีที่ซับซ้อน เมื่อพลังงานเคมีหมด ก็หยุดทำงาน ให้พวกฟังไจมาย่อยสลายเป็นสสารหมุนเวียนต่อไป ^^!!
#27  by  detonator (203.150.217.113) At 2005-02-28 23:47, 
สารภาพว่าอ่านไม่จบ ยาวเกิน มีต่อในคอมเม้นท์อีก -3-

### บอกเล่าประสบการณ์ คุณความดีงามอะไรก็ได้ ที่คุณคิดว่ายิ่งใหญ่ มีความสุขอิ่มเอิบใจที่สุดในชีวิตของคุณๆ ให้ผมร่วมอนุโมทนา และได้รู้สึกชื่นใจหน่อยได้ไหมครับ ? ###

กราบเท้าแม่ที่กะลังยืนตรงทางเดินที่คนพลุกพล่านอยู่
แล้วเดินไปกราบเท้าพ่อซึ่งกะลังล้างมือในห้องน้ำอยู่
กราบกันสดๆ อูยย ขี้ตีนเอย พื้นห้องน้ำเอย
#28  by  Razhluk (61.90.105.252) At 2005-03-01 00:03, 
คะน้ามีสองฝั่งปนๆกันนะ แต่จะมีอกุศลมากไปหน่อยแฮะ
เป็นคนขี้โมโหอ่ะ ทำไงดี... พี่เก้าแนะหน่อย T[]T
#29  by  plariex (203.156.77.205) At 2005-03-01 01:10, 
มีกรณีหนึ่งอยากถาม

พูดกันตรงไปตรงมา นึกถึง คนที่เขาศรัทธา อย่างแท้จริง
ที่ไปทำบุญที่วัด วัดหนึ่ง ที่มี UFO อยู่.....
เจตนาเขาทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
แต่วัดนี้ ก็อย่างที่รู้ๆ กัน เอาศาสนามาขายตรง กอบโกยผลประโยชน์ เน้นแต่กลุ่มคนร่ำรวย

เหตุการณ์เช่นนี้ บุญ บาป กุศลจิต อกุศลจิต จะเป็นยังไง?
#30  by  Gomora (202.91.23.2) At 2005-03-01 09:39, 
ตอบที่ค้างคานะครับ :)

Ai-Blue Clover

ที่เขียน "ศาสนาสอนให้ทุกคนไม่ประมาท" เห็นด้วยนะ :) ไม่ประมาทในอะไร ? ก็ไม่ประมาทในชีวิตไง เพราะชีวิตเต็มไปด้วยความเสี่ยง

Detonator

น้องเข้าใจได้ถูกต้องในจุดที่กล่าวว่านิพพานต้องละทั้งอกุศลและกุศลทั้งคู่ครับ เปรียบเหมือนถ้าทำความชั่วเราก็ได้ผลสนองเป็นทุกข์เวทนา ในขณะเดียวกันในด้านความดี ก็จะได้ผลลัพธ์ของการกระทำอันเป็นสุข ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำหรับการ "เกิด" ทั้งสิ้น ... ไม่สุขก็ทุกข์ แต่เราต้องการดับเหตุแห่งทุกข์ (ซึ่งรวมถึงสุข) วิธีการจึงต่างกัน

ดังนั้น นิพพาน จึงต้องอาศัยปัจจัยเพื่อให้เข้าถึง "การกระทำที่ปราศจากเจตนา" อันจะก่อทั้งกรรมดำและกรรมขาว (ไม่เป็นกรรม) ซึ่งจิตนี้ เป็นจิตของพระอรหันต์ เรียกว่า "กิริยาจิต" คือมีการกระทำเช่นเดิม แต่ไม่ได้ทำด้วยอำนาจโลภะ โทศะ โมหะ หรือมีการปรุงแต่งใดๆ เกิดขึ้น ... เพียงเท่านั้นก็เป็น "เหตุปัจจัยหลัก" ที่ทำให้เชื้อแห่งการปฏิสนธิในภพภูมิใหม่ไม่เพียงพอแล้วครับ เหมือนถูกตัดแหล่งพลังงานหลักทิ้ง แล้วพลังงานสำรองก็ให้ผลขับเคลื่อนต่อไหวเพียงในปัจจุบันชาติ (หามีกำลังไปไกลกว่านั้นไม่) ยกตัวอย่างเช่น รถที่ต้องเดินทางไกลเป็นพันกิโลเมตร ต้องแวะสานีเติมน้ำมันเต็มถัง 3 ครั้ง หากตัดการเติมไปแม้แต่ปั๊มเดียว รถจะไม่มีพลังงานพอจะไปถึงจุดหมายได้

นอกนั้นเศษกรรมเก่าๆ ยังพอให้ผลเป็นของแถมท้ายอีกนิดหน่อย เช่น โจรองค์คุลีมาลหลังทำกรรมหนักสังหารคน 999 คนแต่พอบรรลุพระอรหันต์ เท่ากับสร้างครุกรรม (กรรมหนักฝ่ายกุศล) ทิ้งท้ายไว้ ซึ่งให้ผลตัดรอนชนกกรรม (กรรมที่เสกสรรค์ปันแต่ง ชีวิตในชาติถัดไป) หมดสิ้นไป (คือไม่มีกำลังพอจะเกิดได้อีก) ส่วนเศษกรรมของบาปที่หลุดรอดมาให้ผลได้ทันในชาติปัจจุบันก็คือการโดนชาวบ้านขว้างปาหินใส่ (แต่กรรมไม่มีกำลังจะส่งให้ เกิด ชาติหน้าได้แล้ว จึงไม่ต้องรับผลที่เหลืออีกบานตะไท)

จุดที่อยากให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องปิดท้าย ก็คือเราไม่จำเป็นต้องรอกรรมให้ๆ ผลจนหมดก่อน หรือต้องทำจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายก่อนจิตดับถึงสามารถนิพพานได้หรอกนะครับ พระอรหันต์เมื่อเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้แทงตลอดสิ่งใดแล้ว ก็จะเป็นคุณสมบัติติดตัวไปตลอดชีวิตเลย ไม่ว่าท่านจะทำกิจวัตรใด จิตของท่านจะไม่ปรุงแต่ง กลายเป็นกิริยาจิตล้วนๆ เสมือนน้ำหยดลงใบบัว แม้จะหยดซักกี่หยด น้ำก็ไม่จับตัวซึมลงไป เพียงแค่กระทบเปลือกนอกเท่านั้น (แต่ใบบัวก็ไม่ได้ยึดดูดน้ำเอาไว้) อีกตัวอย่างก็เช่น สมมุติเราเข้าใจทุกนัยแล้วว่าทำไม 1+1=2 เราก็ไม่มีวันบวกเลขนี้ผิด หรือปรับสมองกลับไปสู่ภาวะไม่เข้าใจใหม่ได้ เป็นต้น

เพียงแต่ทำลายตัวขับเคลื่อนหลักให้ได้ (ละเหตุแห่งทุกข์ได้สิ้นเชิง ณ ปัจจุบันขณะ) แล้วที่เหลือก็จะเป็นเพียงเศษกรรมที่ส่งผลได้ในชาติปัจจุบันเท่านั้นครับ

Plariex

มีสองฝั่งปนๆ กันก็ดีมากแล้วครับ ปกติแทบทุกคนนั่นแหละครับ จะมีอกุศลมากกว่าเป็นทุนเดิม (เราถึงได้เวียนว่ายตายเกิดกันไม่รู้กี่จบสิ้น ขึ้นๆ ลงๆ มนุษย์ นรก สวรรค์ อยู่ร่ำไป) เมื่อรู้ดังนี้ (สัมมาทิฏฐิ) โอกาสสร้างกุศลให้มากขึ้นก็เพิ่มเป็นเงาตามตัว สำคัญที่เริ่มฉุกคิดนั่นแหละ

เรื่องความขี้โมโห คือ โทสะจริต เห็นอะไรขัดหูข้ดตาจากมาตรฐานความชอบใจหน่อยก็ออกอาการตึงพรวดขึ้นในใจทันที สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาเมื่อมีการกระทบจิต แล้วก็ปรุงแต่งต่อ "ว่าชั้นกำลังขัดใจนะ" เมื่อโกรธเสียบ่อยๆ แล้ว มันจะเกิดความเคยชิน ติดฝังลึกลงไปเรื่อยๆ จนแก้ยาก ปรับยาก หากจะให้แนะ ก็คงตอบได้ 2 ข้อ

- เริ่มแรกมาจะให้แก้ลึกถึงอุปนิสัยสันดานโดยตรงคงยาก ต้องเริ่มจากควบคุมการกระทำทาง กาย-วาจา ให้หนักแน่นชำนาญเสียก่อน คือถึงจะหงุดหงิดโกรธเคืองขนาดไหน ก็ข่มระงับไว้ไม่ให้แสดงออกเพื่อสนองความโกรธไปทางรูปธรรม เช่น โกรธจี๊ดขึ้นมาขยับปากจะตะโกนด่า หรือโวยออกไป ก็เปลี่ยนเป็นพูดเสียงเรียบๆ ด้วยเหตุผล ด้วยคำสามัญ ไม่ใช้ผรุสวาจาหรือคำหยาบคายอันระคายหู, แทนที่จะโวยวายให้กลุ่มแตกก็สู้เงียบเสียงแทน, หรือหากอยากจะตบใครซักฉาดก็ยั้งมือไว้ไม่ให้ถึงขั้นทำร้ายกัน (จุดนี้ต่อให้เกิดอกุศลจิต คือมีโทสะแว่บขึ้นก็ตาม แต่ด้วยความระงับยับยั้งทางกายจะเป็นกรรมดีที่มีผลหนักหน่วงกว่าผลทางจิต)

เมื่อควบคุมได้บ่อยๆ ความสำรวมกายและวาจา (ศีล) จะแข็งแกร่ง (Level up) จนสังเกตได้เอง ถอดถอนจากอุปนิสัยปากว่ามือถึงลงทีละน้อย พัฒนาไปตามลำดับมาถึงขั้นทางใจง่ายขึ้น

- อย่างที่ตอบ Deto มาแล้วยืดยาว ว่า ความโกรธหรือนิสัยใจร้อนขี้โมโหนั้น เกิดเพราะมีเหตุปัจจัยให้มันเกิด ครั้นจะสั่งให้มันจงหายไปง่ายๆ จงอย่าโกรธ ก็ไม่สำเร็จแน่ ทางออกจึงอยู่ที่การ "สร้างเหตุปัจจัย" ที่จะทำให้ความโกรธหรือโทสะปรากฏได้ยากขึ้น ทำลายเชื้อของมันให้อ่อนแรงลงในระยะยาว ให้ค่อยๆ โกรธง่ายหายเร็วขึ้น กลายเป็นความเคยชิน จนถึงขั้นลดความโกรธลงจากเรื่องเดิมๆ ที่เคยโกรธมาก เป็นโกรธน้อย หรือไม่โกรธอีกต่อไป

ปัจจัยหนึ่งก็คือ เจริญเมตตา บ่อยๆ ซึ่งเป็นธรรมที่อยู่ตรงข้ามขั้วของโทสะ เอาไว้คานกัน เมตตาเมื่อสั่งสมให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจต่อผู้อื่นได้แล้วนั้น จะมีนิสัยใจเย็น ใจยินดีช่วยเหลือผู้อื่น ลดความหยาบกระด้างลง เริ่มรู้สึกว่าการให้อภัยใครง่ายกว่าการโกรธแค้นใครต่อเนื่องซะอีก ค่อยๆ ก้าวหน้าไปตามลำดับถ้ารู้จักฝึกเมตตา

ปัจจัยที่สองคือ สติ การระลึกรู้เท่าทันอารมณ์กระทบที่ปรากฏ โดยเมื่อโกรธปุ๊บ แล้วเราพิจารณาดู จะเห็นว่าเสียงที่เค้าด่า หรืออะไรที่มันบาดลูกตาเรา มันผ่านพ้นจบสิ้นไปแล้ว ณ ขณะที่เรารับรูปหรือเสียงเข้ากระทบตาและหู แต่เรายังยึดถือเอาความทรงจำเดิมๆ มาตอกย้ำผูกโกรธต่อ ไปอีกหลายนาที หลายชั่วโมง หลายวัน หลายเดือน บางทีไปทั้งชาติ แถมต่อไปชาติหน้า ! ทั้งที่เหตุการณ์จริงมัน "ดับ" ไปนานแล้ว ลองฝึกบ่อยๆ ให้เกิดสติรู้เท่าทันทุกอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา (ใน อกุศลจิต 14 ข้อนั่นแหละ) พร้อมกับพิจารณาควบคู่ไปด้วย (สัมปชัญญะ) เราจะเห็นว่ามันไม่มีสาระแก่นสารอะไรให้จับต้องติดใจเลย

บางทีความโกรธมักมาจากบุคคลที่เราให้ความสำคัญมาก พอรู้ข่าวสารไม่ดีอะไร ก็ไม่ทันที่สติจะยับยั้งอะไรได้ ทุกอย่างเร็วมากจนเราลืมตัว เพราะไม่ค่อยได้ฝึกสติกัน ยิ่งคนสำคัญเช่น แฟน เคยเย็นแค่ไหน คราวนี้ก็ limit break ซะงั้น ... จุดนี้จะให้แก้ในทางโลกก็ลำบากอ่ะครับ ต้องเคลียร์ ต้องยอมรับอุปนิสัยกันให้ได้ เมื่อมีความสมดุล ความสุขก็บังเกิด ถ้าต่างฝ่ายต่างเอาแต่ใจ ก็ต้องมีปัญหากันเรื่อยๆ เพราะเรารักใครมากก็ยึดติด คาดหวังกันมากเท่านั้น ทางแก้ระดับโลกุตตระก็ต้อง คลายความยึดติดว่า "เค้าเป็นของๆ เรา" ลง แล้วมองดูสภาพตามความเป็นจริง ว่าไม่มีใครเป็นของๆ ใคร แม้แต่ร่างกายและจิตใจของตัวเราเองก็ยังไม่เที่ยง บีบคั้น และหาตัวตนบังคับบัญชาไม่ได้

เราไม่จำเป็นต้องทน กับเรื่องที่จะเป็นทุกข์ในระยะยาว เพื่อสนองความกลัวที่จะเสียของสำคัญในปัจจุบัน ...

Gomora

เฮ้อ คนสุดท้ายซักที เมื่อย ^^!
กรณีธรรมกายข้อนี้นายทิงตอบถูกด้วยแหละ แต่ผมจะเขียนเสริมให้มากขึ้น ด้วยการแยกเป็นประเด็นๆ ให้นุกพิจารณาใคร่ครวญตัดสินเอาเอง คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วในตัวของมัน

- ลองพิจารณาแบบแยกส่วนตามที่ผมเขียนในบทความข้างต้น มองในจิตของสาธุชนผู้ศรัทธาส่วนหนึ่ง แล้วก็มองในจิตของผู้ประกอบการ บริหารวัดอีกส่วนหนึ่ง

- ศรัทธาเป็นกุศลจิต เจตนาที่จะถวายทาน บริจาคทรัพย์เพื่ออนุเคราะห์ (ทั้งอาหาร เงินทอง สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ) เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อสืบทอดศาสนา จุดนี้จิตจะถ่ายถอนความตระหนี่ แสดงถึงความอ่อนน้อม ละคลายมานะลง เป็นกุศลล้วนๆ ... มากน้อยเป็นอีกเรื่อง

ส่วนเจ้าหน้าที่วัด หากมีจิตคิดหลอกลวง ล่อคนศรัทธาเพื่อจะเอาเงิน (แล้วไม่ได้ทำประโยชน์จริงตามหน้าที่ของพุทธบริษัทในพุทธศาสนา) เท่ากับอาศัยศาสนาหากิน ต่างอะไรกับ 18 มงกุฎ จิตที่เกิดยืนพื้นด้วยโลภะ แฝงด้วยความไม่ละอายและเกรงกลัวบาป และหากลงมือดำเนินการณ์จริงๆ จนกระทั่งได้ทรัพย์เขามาสมใจหมาย ก็ชื่อว่าได้ทำ "กรรม" สำเร็จทางกายและวาจาลงไปแล้ว หาใช่แค่เรื่องมโนกรรมแต่เดิมไม่ ... แต่หากเป็นผู้เรี่ยไรด้วยเจตนาจะให้คนบริจาคได้บุญ ประสบสุข นี่มีเมตตานำ แต่หากแนะนำผิดความจริง ผิดหลักธรรม จะกลายเป็นเมตตาถูกเจือปน คือโมหะมีอิทธิพลเสริมเข้ามา

- หากทำบุญอย่างคาดหวังผลกำไร มันจะเป็นการลงทุน หรือจิตประกอบด้วยความโลภ (โลภะ) มากกว่าจิตจะละคลายความตระหนี่ หรือเพิ่มกำลังแห่งเมตตาด้วยเจตนาสงเคราะห์ ทำให้ผลบุญนั้นลดลงไป แถมยังปลูกฝังจริตนิสัยที่ไม่ดีติดเอาไปด้วย ...

- มองในแง่ต่อมาเรื่องศรัทธา ศรัทธาจะมีผลเป็นกุศลมาก หากไม่ประกอบด้วยความงมงาย และบูชาในสิ่งที่ควรบูชา ศรัทธาจึงควรประกอบด้วยปัญญาเสมอในพุทธศาสนา ซึ่งสำหรับผู้มีภูมิธรรมสูงแล้ว จะอาศัยปัญญาเห็นเหตุผลความจำเป็นที่ควรจะต้อง ปฏิบัติตามหลักธรรม ล้วนๆ โดยแทบไม่ต้องพึ่งศรัทธาเลย

หัวใจพุทธศาสนาจึงอยู่ที่ว่า "บูชาคนที่ควรบูชา" คือคนที่มีศีลบริสุทธิ์จริง มีเจตนาดีจริง และประพฤติเพื่อความหมดกิเลสอย่างถูกแนวทางจริง ตรงนี้คล้ายๆ เสี่ยงดวงเหมือนกันว่าจะเจอคนดีหรือไม่ดีจริง มิเช่นนั้นผลก็จะน้อยลงตามลำดับ และจะกลายเป็นความงมงายโดยปริยายหากทุ่มโดยไม่คิด ไม่ศึกษาให้รอบด้านเสียก่อนปักใจเชื่อ

หลักบูชานี้ใช้ตรรกะเดียวกับเรื่อง ทำบุญกับคนดีมากก็จะได้อานิสงส์มากตามไปด้วย เช่น ช่วยเหลือฆาตกรกับช่วยเหลือคนมีศีลธรรมด้วยการสงเคราะห์ข้าวน้ำเหมือนกัน ช่วยคนดีก็จะได้ผลมากกว่าช่วยคนประพฤติชั่ว หรือหากฆ่าแมลงสาปตัวนึง ก็จะบาปน้อยกว่าฆ่าช้าง เพราะอะไร ? ก็เพราะเราไม่ต้องใช้ความพยายามหรือเจตนาแรงกล้ามากในการฆ่าแมลงสาปซักตัว (เพียงยื่นเท้าไปกระทืบเบาๆ) แต่หากจะฆ่าช้าง ใจต้องอำมหิตกว่ามาก ต้องวางแผนการณ์ ต้องลงทุนลงแรงลงใจกว่านับพันเท่า อนึ่ง แมลงสาปก็เป็นสัตว์มีบุญคุณต่อเราน้อย คอยเบียดเบียน ก่อความรำคาญแก่เรามาก (โดยธรรมชาติของมันก่อความเดือดร้อนแก่มนุษย์ ทั้งความสกปรกและโรคภัย) จึงลดความบาปในส่วนนี้ลงไปได้ เหตุผลเดียวกับการฆ่าคนไม่รู้จักกับฆ่าพ่อแม่ตัวเอง ก็บาปไม่เท่ากัน เป็นต้น

เหมือนแหล่งพลังงานไม่เท่ากันอ่ะนะ แหล่งพลังงานดี ก็ทำบุญได้ผลดี ถ้าคนไม่ดี ผลก็น้อยลงอย่างช่วยไม่ได้ สมมุติเราเจาะจงเอาอาหารไปถวายหลวงพ่อรูปหนึ่งด้วยใจศรัทธา แต่ลับหลังหลวงพ่อรูปนี้ทุศีล ละเลยการปฏิบัติ ผลบุญเราก็จะลดลงไป ประหนึ่งเป็นเนื้อนาบุญที่ทราม ต่อให้เมล็ดพันธุ์ของเราดีแค่ไหน แต่ที่นาซึ่งแห้งแล้ง ย่อมยังผลเพราะปลูกได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ...

หากจะให้ได้อานิงสงส์สูงสุดของทาน ก็คือการทำด้วยเจตนาที่จะ "ไม่เลือกให้บุคคลใดโดยเฉพาะ" ต้องมีจิตสละเพื่อส่วนรวม ทำให้จิตใจกว้างขวาง ไม่ยึดติดกับใคร

- พุทธศาสนาสอนเรื่องกาลเทศะ และสังวรณ์การกระทำของตนไม่ให้ไปกระทบคนรอบข้าง ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง บุตรภรรยา และเพื่อนฝูง กรณีที่ผู้ศรัทธาทุ่มบริจาคอะไรเกินตัว (คล้ายๆ จะตามรอยผู้ศรัทธาสมัยพุทธกาล) หากว่าไปกระทบกระเทือนให้คนในครอบครัวเดือดร้