2005/Feb/23

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หรือท่านทั้งหลาย ใครก็ตามที่บังเอิญผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นผีสางเทวดาที่บังเอิญใช้ร่างทรงของใครมาเล่นเนท ขอร้องอย่างหนึ่งก่อนอ่านต่อไป ... ช่วยบอกเล่าประสบการณ์ คุณความดีงามอะไรก็ได้ ที่คุณคิดว่ายิ่งใหญ่ มีความสุขอิ่มเอิบใจที่สุดในชีวิตของคุณๆ ให้ผมร่วมอนุโมทนา และได้รู้สึกชื่นใจหน่อยได้ไหมครับ ? Gow27 ขอสนับสนุนให้คนทำดีอย่างเป็นทางการ

หนึ่งในบุญกริยาวัตถุข้อที่ 2 และ 9 ... การบอกกล่าวคุณความดีของตนด้วยเจตนาเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นได้รับทราบ แล้วเขาเกิดความยินดีปราโมทย์ ถือเป็นความดี เป็นบุญจากการอนุโมทนาอีกทอด อันสำเร็จผลแด่ผู้ให้และผู้รับ

สำหรับผมนะ เมื่อวานผมได้ไปกราบขอขมาคุณแม่ เมื่อสมัยเคยด่าท่านว่าโง่ หลายครั้ง ผมเลวมาก แต่ก็สำนึกแล้ว จึงขอให้ท่านอโหสิกรรม และตั้งปณิธานกับตนเองว่าต่อไปนี้จะเลิก กล่าวดูถูกใคร ในเรื่องสติปัญญา !

เอาล่ะ เข้าเรื่องครับ

เที่ยงคืนของวันนี้ก็จะเป็นวันสำคัญทางพุทธศานาวันหนึ่งของไทย แต่หลายคนคงรู้สึกไม่โล่งนักเนื่องจากอยู่ในช่วงสอบไฟนอลปิดภาคเรียน สำหรับเด็ก ม.6 ก็ต้องผจญนรก Entrance เอาเถอะครับ การทำบุญไม่จำเป็นต้องใช้การลงทุนลงแรงอะไรมากมาย แค่มีความตั้งใจอันดี ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาปรับปรุงนิสัยของตนเอง แล้วคอยระลึกรู้ด้วยสัมปชัญญะอยู่เสมอยามใจโน้มไปทางต่ำ ก็สามารถสร้างกุศลจิตให้เกิดขึ้นได้แล้ว ดังนั้น blog ในชั่วคืนนี้จะขอแปลงกายเป็น blog แห่งธรรมะเต็มตัวซักครั้ง เพื่อให้เหมาะเจาะกับวาระโอกาสวัน "มาฆะบูชา" วันแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ... รักที่มุ่งหมายให้ทุกคนเล็งเห็นสิ่งอันพึงกระทำ

ย้อนกลับไป 2500 กว่าปีก่อนหน้า มาฆะบูชาเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์ประจวบเหมาะมากมายในประวัติศาสตร์สมัยพุทธกาล กล่าวคือมีเหตุการณ์สำคัญ 4 ประการ หาอ่านได้ตามตำราพุทธศาสนาตั้งแต่ชั้นประถมซึ่งอาจารย์มักสอนให้ท่องปาวๆ (แต่หามีประโยชน์อันใดไม่) จึงไม่จำเป็นต้องหยิบยกมาเทศน์ให้ซ้ำซ้อนอะไรมากนัก ประเด็นหลักที่ผมอยากจะคุยกันสบายๆ ก็คงเป็นหลักธรรมจั่วหัวสำหรับวันมาฆะฯ ที่ถูกยกให้เป็น หัวใจพุทธศาสนา หรือในชื่อบทของคำสอน "โอวาทปาฏิโมกข์" ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสแก่เหล่าอรหันต์ภิกษุ 1,250 รูป ที่มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย อันได้แก่ จงละความชั่ว สร้างความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส

พูดตามจริงแล้ว นั่นเป็นแค่คำอธิบายตามหนังสือเรียนให้เข้าใจง่ายๆ แต่หากจะกล่าวให้สมบูรณ์ทุกรายละเอียดและลงลึกไปถึงจุดประสงค์ของธรรมะ ควรจะกล่าวเปลี่ยนไปนิด เพื่อความครอบคลุมขึ้นว่า จงละอกุศล จงสร้างกุศล และทำจิตใจให้เบิกบานผ่องใส

โดยปรับศัพท์จาก
ความชั่วหรือบาป เป็นคำว่า อกุศล
ความดีหรือบุญ เป็นคำว่า กุศล

เนื่องจากคำว่า ความชั่วหรือความดี เป็นคำจำกัดความที่กว้างเกินไป ส่วนใหญ่บุคคลที่ได้ยินคำว่าบุญหรือบาป จะหวนนึกถึงความชั่วที่กระทำเอาทางกาย ทางวาจาคร่าวๆ ในภาพลางๆ ถ้าลึกกว่านั้นจะเริ่มมองว่า ศีลธรรมจัดเกินลิมิตจนไม่ขอใส่ใจ โดยแรกก็คงจะนึกถึงการละเมิดศีล 5 ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดลูกผิดผัวเมียเขา พูดเท็จ เสพย์ของมึนเมา อะไรทำนองนี้ ซึ่งจะว่าถูกก็ถูก ... รักษาศีล 5 ครบก็แค่ระดับความปรกติของใจมนุษย์ แต่เรากลับเห็นใครๆ เค้าก็รักษาไม่ครบ ก็เลยยึดเป็นบรรทัดฐานมันซะเลยว่า คนที่ทำได้เนี่ยต้องดีเว่อร์กว่าคนธรรมดาประหนึ่งเทวดามาจุติ ทั้งที่ศีลก็แปลตรงๆ ว่า "ความธรรมดาสามัญ" เท่านั้นเอง ... ถามว่าพอไหม ก็ขอตอบชัดๆ ว่ายังไม่เพียงพอ ไม่พอเลยซักนิดครับสำหรับเกมส์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ...

พุทธศาสนาจะเน้นการกระทำทางใจเป็นหลักสำคัญอันดับแรก เพราะใจ เปรียบเสมือนเจ้านายที่คอยบัญชาให้ร่างกายปฏิบัติตามความต้องการสนองกิเลสของเรา ดังสำนวนที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่า 'ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว' นั่นแหละครับ ศีลจึงเป็นเรื่องรอง ของการสำรวมอาการทางกายภายนอก

ใจเป็นจุดเริ่มแห่งความดีและความเลวร้ายทั้งปวง ซึ่งอาการที่ปรากฏกับจิตของเรา หากเป็นไปในทางที่ไม่ดี ไม่ก่อให้เกิดความเจริญ ไม่เป็นตัวหัวเชื้อ เป็นรากฐานสำหรับก่อสร้างกรรมดีต่างๆ หรือถึงไม่สร้าง แต่ก็อยู่ในภาวะที่จะคอยขัดขวาง เป็นอุปสรรคต่อกรรมดี เราจะเรียกจิตที่มีอารมณ์ลักษณะนั้นปรากฏขึ้นว่า "อกุศลจิต" ส่วน "กุศลจิต" ก็จะมีคุณสมบัติเป็นไปในทางตรงข้ามกับสภาวะอกุศล คือเป็นเหตุปัจจัยเกื้อหนุนเป็นรากฐานสำหรับสร้างกรรมดีงามทั้งปวงต่อไป จิตสองประเภทนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกันเลย เมื่อมีจิตใดจิตหนึ่งทรงตัวอยู่ อีกจิตก็จะไม่เกิด ไม่แสดงตัว

จิตทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลนั้น จะเกิดเพียงชั่วขณะหลังการรับรู้สื่อข้อมูลต่างๆ เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในลักษณะของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ทางใจ (ศัพท์เทคนิคใช้ว่า ธรรมารมณ์ หรือ sixth sense ในทางวิทยาศาสตร์) เมื่อข้อมูลกับประสาทอวัยวะกระทบกัน ทำให้เกิดการระลึกรู้สังวรณ์ขึ้นมา กระทั่งสาวต่อถึงตระหนักว่าข้อมูลเหล่านั้นมีลักษณะเช่นใด มันปราณีต สุขุม สบาย หยาบและเจ็บ หรือเฉยๆ ให้เป็นความรู้สึกรู้สาต่างๆ (เวทนา) จากนั้นก็จะนำมาเทียบเคียงกับความทรงจำดั้งเดิมในสมอง (อันเป็นที่ตั้งของสิ่งนามธรรม แต่สมองหาใช่ตัวกำเนิดนามธรรมไม่) คิดตรึกตรองได้ลึกซึ้งขึ้น แล้วปรุงแต่งสร้างเสริมอารมณ์ต่างๆ ตามมา เช่น ความชอบใจ ไม่ชอบใจ ความเกลียด รัก โลภ โกรธ หลงฯลฯ ซ้อนอีกชั้นซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพียงแว่บเดียว ด้วยอัตราเร็วสั้นกว่าเสี้ยววินาทีครับ แค่นี้ก็เพียงพอให้เรายึดถือเอามาเป็นตัวตน สัตว์ บุคคลเก็บสต็อกไว้ในความทรงจำแน่นหนาแล้ว จากนั้นอารมณ์ที่ว่ามันก็จะดับไปทันทีจนกว่ากายจะรับรู้ข้อมูลต่างๆ จากภายนอก (หรือภายใน) ขึ้นมาสร้างวัฎจักรแห่งการรับรู้นี้ใหม่ เชื่อมต่อเป็นห่วงโซ่ อย่างไร้ที่สิ้นสุดตลอดการดำรงชีพกระทั่งเกิดจนตาย

ยกเว้นขณะหลับ จิตจะเข้าสู่ภาวะหยุดการตอบสนองรับรู้อารมณ์ เรียกว่าภวังคจิต ครั้นเมื่อตายไปแล้ว ขณะร่างกายหยุดทำงานไปพร้อมกับจิตสุดท้ายดับลง หากมีเหตุปัจจัยเก่าๆ สะสมไว้ก็จะเป็นผลให้เกิดจิตดวงใหม่พร้อมกับรูปกายใหม่ (จิตจะเกิดโดยปราศจากกายรองรับไม่ได้) ปฏิสนธิขึ้นทันทีในชาติภูมิใหม่ หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า ชีวิตหลังความตายหรือชาติหน้านั่นแหละครับ

ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นชีวิตหลังความตายหรือมีวิญญาณลอยออกจากร่างอะไรหรอก คุณเพิ่งเล่นเกมส์แล้วเคลียร์สเตจที่แล้วมา จะขาดทุนหรือกำไรก็ตาม คุณกำลังเข้าสู่สเตจถัดไปด้วย Level, Ability, Status และ Item ที่คุณสะสมไว้ เพื่อผจญภัยในโลกใบใหม่ เพียงแต่เกมส์นี้จะไม่มีฉากจบ ไม่มีที่สิ้นสุด คุณถอดปลั๊กทิ้งไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไข Reset เพื่อปรับผังกลยุทธใหม่ยามเล่นพลาดจากฉากก่อนๆ ซึ่งจะไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงบทลงโทษเจ็บปวดสุดประมาณของธรรมชาติ คุณอาจเจอบอสระดับโอเมก้ามาถล่มตอน Level ยัง 1-2 ก็ได้

ทางพุทธศาสนาจึงตัดสินการกระทำหนึ่งๆ ว่าเป็น กุศลหรืออกุศล ได้อย่างง่ายดาย ด้วยการแบ่งซอยแยกลึกลงไปถึงขณะจิต หมายเอาภาวะการ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วครู่ จนกระทั่ง ดับไป" ของอารมณ์หนึ่งๆ ในจิต เป็นตัวแปรสำคัญสำหรับดูมโนกรรม

ถ้าหากจะใช้เกณฑ์พิพากษา โดยถือเอาทั้งเหตุการณ์มาฟันธงความดีความชั่วแต่ถ่ายเดียวโดยหักลบกลบหนี้เอาเอง เช่น ทหารออกรบยิงข้าศึกตาย ก็เหมาว่าเป็นกรรมดีเพราะเขาต้องทำตามหน้าที่เป็นต้น ก็ต้องนับว่าเป็นการประเมินที่หลวมโพรกเสียจนสรุปเอาแน่นอนมิได้เลย การตัดสินดีเลวทำนองนี้จึงมักนำมาซึ่งข้ออ้างสากลที่เราคุ้นหูกันบ่อยๆ ว่า 'เราตัดสินคนว่าดีหรือเลวไม่ได้ด้วยพฤติกรรมแค่นี้หรอก' หรือ 'ความดีความชั่วมันอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน' ถูไถกันไป สรุปว่าใครคิดเห็นอย่างไรก็ตู่เอาความจริงไปตามนั้น กลายเป็นดีชั่วจบที่มุมมอง ไม่เป็นสัจธรรม เพราะเราพิจารณาแบบแยกส่วนไม่เป็น ไม่เคยถูกฝึกให้มองอย่างแยบคาย หรือใช้สติจำแนกทุกอารมณ์กระทบ จึงเห็นก้อนเหตุการณ์ติดกันเป็นพรืดไปหมด แต่หากเราพิจารณาเฉพาะการกระทำนั้นๆ รวมถึงสภาวะจิตที่ปรากฏขึ้นขณะนั้นว่า เป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตแล้ว ก็จะเป็นหลักฐานที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องไหนเป็นกุศลเรื่องไหนเป็นอกุศล

กรณีทหารฆ่าศัตรู ก่อนสู้เขามีเจตนาออกรบเพื่อตอบแทนคุณประเทศชาติ จิตขณะนี้เป็นกุศล ของความกตัญญูและความเสียสละเพื่อส่วนรวม ครั้นเห็นข้าศึกวิ่งรี่เข้ามาก็เงื้อปืนขึ้นเล็ง กดไก ลูกกระสุนพุ่งทะลุศีรษะตาย ขณะจิตนี้มีเจตนาสังหารชีวิต ประกอบด้วยโทสะจริต (คือมาดร้าย จิตแข็งกร้าว) จึงเป็นอกุศล ศีลก็ขาดด้วยเพราะอีกฝ่ายตายสมความตั้งใจ แต่ความบาปก็ลดหลั่นลงไประหว่างการฆ่าตามหน้าที่กับฆ่าด้วยความโกรธแค้นส่วนตัว เพราะจิตของทหารก่อนยิง ขณะยิง และหลังยิง ไม่เจือด้วยความอาฆาตพยาบาทต่อข้าศึก

ยกตัวอย่างชัดๆ เพิ่มเติม เช่น การซื้อนกปล่อย บางคนบอกว่าเป็นบุญ หลายคนเถียงว่าเป็นบาปเพราะส่งเสริมให้พ่อค้าได้กำไรเอามาจับนกตัวอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ หากตัดสินแบบตีขลุม ทะเลาะกันตายก็สรุปไม่ได้หรอกว่าใครถูกใครผิด กระนั้นเมื่อพิจารณาว่า ผู้ที่ปล่อยนกนั้นย่อมมีจิตพื้นฐานที่ประกอบด้วยเมตตา ปรารถนาจะช่วยเหลือนกในกรงให้เป็นอิสระ ก็ต้องนับว่าเป็นกุศลจิต มีเจตนาที่ดี ส่วนคนที่เล็งเห็นผลกระทบในอนาคต เลือกที่จะไม่ปล่อย เพื่อช่วยเหลือในระยะยาวแทน จิตนั้นจะเต็มไปด้วยปัญญา จากเจตนาที่ดี ซึ่งก็เป็นกุศลจิตเหมือนกัน อันนี้ก็เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ เท่านั้นครับ

อุกศลจิต มีจิตชนิดไหนบ้าง ?

  1. โมหะ - ความหลงผิด เป็นอวิชชาความไม่รู้ตรงกับสภาพความเป็นจริงของธรรมชาติ เข้าทำนองเห็นนกเป็นไม้ เห็นกงจัรเป็นดอกบัว เป็นต้น แค่เห็นความเคลื่อนไปในเรื่องที่ทำให้ต้องจมอยู่ในสังสารวัฏก็นับเข้าข่ายแล้ว
  2. อหิริกะ - ความไร้ความละอายต่อบาป จิตที่ไม่คิดละอาย กล้าจะทำผิด ทำชั่วได้โดยไม่แคร์ เป็นปัจจัยภายใน
  3. อโนตัปปะ - ความไร้ความเกรงกลัวต่อบาป ไม่กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังทำ เช่น ไม่กลัวเสียชื่อวงศ์ตระกูล ไม่กลัวติดคุก เป็นต้น เป็นปัจจัยภายนอก
  4. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน
  5. กุกกุจจะ - ความรำคาญใจ อึดอัด วิตกกังวล กลุ้มใจ ว้าวุ่นต่างๆ นาๆ เสียดายโอกาสดีๆ หรือรู้สึกผิดติดตัว
  6. ถีนะ - ความหดหู่ ท้อแท้ใจ
  7. มิทธะ - ความเซื่องซึม ง่วงเหงาหาวนอน เบื่อหน่ายชวนหลับ
  8. วิจิกิจฉา - ความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ คลางแคลง กล้าๆ กลัวๆ ไม่หนักแน่น
  9. โลภะ - ความอยากได้ต่างๆ ทั้งเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ดี และความอยากได้ อยากเป็น อยากมี และอยากไม่ให้ได้ ไม่ให้เป็น ไม่ให้มี
  10. ทิฎฐิ - ความเห็นว่าเที่ยง เห็นว่าขาดสูญ ความดื้อดึงในความเห็น
  11. มานะ - ความถือตัวถือตน เปรียบเทียบกับคนอื่นทั้งในแง่ที่เราเหนือกว่า เลิศกว่า หรือด้อยกว่า อาทิ เราเทียบเขาไม่ได้ เป็นต้น
  12. โทสะ - ความโกรธ ขัดเคือง ตื่นกลัว เศร้าเสียใจ และอารมณ์เทือกนี้ ในลักษณะแข็งกร้าวสะเทือนจากภายใน
  13. อิสสา - ความอิจฉา ริษยา รู้สึกเคืองเวลาเห็นใครดีกว่า
  14. มัจฉริยะ - ความตระหนี่ หวงแหน ไม่อยากสละ

กุศลจิต มีจิตชนิดไหนบ้าง ?

  1. ศรัทธา - ความเชื่อถือ เคารพในสิ่งที่ควรบูชา และถูกต้องต่อธรรมชาติ
  2. สติ - ความรู้ตัว ตื่นตัว ระลึกได้อยู่เสมอ
  3. หิริ - ความละอายต่อบาป เป็นปัจจัยภายใน
  4. โอตตัปปะ - ความเกรงกลัวต่อผลของบาป เป็นปัจจัยภายนอก
  5. อโลภะ - ภาวะจิตที่ปราศจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็น
  6. อโทสะ - ภาวะจิตที่ปราศจากความโกรธ ขัดเคือง ตื่นกลัว เศร้าเสียใจ
  7. เมตตา - ความสงสาร อยากให้สัตว์อื่นเป็นสุข
  8. กรุณา - ความปรารถนาจะช่วยเหลือให้สัตว์อื่นพ้นทุกข์
  9. มุทิตา - ความยินดีเมื่อสัตว์อื่นได้ดี มีสุข
  10. อุเบกขา - ภาวะจิตที่วางเฉยด้วยปัญญา
  11. ปัญญา - การเห็นสิ่งต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริง ในหลายๆ ระดับ
  12. และยังมี กุศลจิตอื่นๆ อีกมากมาย ว่าด้วยความสงบ แห่งอารมณ์ ซึ่งจะไม่ขอระบุให้ยืดยาว (เลยจัดรวมในข้อเดียวเพราะขี้เกียจพิมพ์ ฮ่าๆๆ)

ลองชั่งน้ำหนักดูนะครับ ว่าใจเรามีจิตชนิดไหนมากกว่ากัน !

มาถึงข้อสุดท้ายของโอวาทปาฏิโมกข์ซักที อันได้แก่ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ในข้อนี้คำว่าผ่องใส น่าจะหมายถึงความแช่มชื่น เบิกบาน ที่เกิดจากจิต ส่งผลให้จิตใจพรักพร้อมต่อการปฏิบัติภารกิจหน้าที่การงานต่างๆ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะในทางโลกุตรธรรมธรรมแล้ว ย่อมยกความสำคัญอันดับแรกให้กับการเจริญปัญญาเพื่อดับทุกข์ สำหรับทุกข์ทางโลกียะ หรือทางโลก เช่น การเรียน การงาน ความรักสุขภาพ ความผิดหวัง สูญเสีย และการแก้ปัญหาต่างๆ สัมมาทิฎฐิย่อมเกิดจากความสว่างผ่องใสของจิตเป็นที่ตั้งเช่นเดียวกัน สมมุติเวลาเครียจัดเนี่ย เรามักคิดหาหนทางดีๆ ไม่ออก จริงไหมครับ ?

ขั้นนี้สมาธิคือเครื่องมือจำเป็นเบื้องหลังความผ่องใสสำหรับการศึกษาธรรมะ และฝึกฝนควบคู่ จนเอาสมาธิมาใช้ประโยชน์ต่อตนเอง เมื่อใจสงบแน่วแน่แล้วประสิทธิภาพในการทำกิจต่างๆ ก็จะบังเกิดผลทวีคูณขึ้นเป็นอันมาก เหมือนกับที่เวลาเราใจว้าวุ่น ไม่มีความสบายใจ มีเรื่องให้คิดหนัก เราก็จะทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดี ดูมันตื้อๆ ตันๆ ไม่เฉียบคม แต่เมื่อจิตใจสดชื่น ปลอดโปร่งดีแล้ว ทุกอย่างก็จะราบรื่นไปเสียหมด ดังนั้นในเรื่องของจิตใจผ่องใสนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ ในการป้องกันอกุศล และสร้างกุศลครับ

สุดท้ายแล้ว (ชักเมื่อยและมันหัวเต็มที) = =a อยากให้ลองสังเกตดูว่า วันหนึ่งๆ ของตัวเราๆ ทำอุศลจิตให้เกิดขึ้นมากมายกว่ากุศลจิตหลายร้อยหลายพันเท่าซักแค่ไหน เหตุการณ์แทบทุกอย่างในชีวิตประจำวัน เอื้อให้ใจคอยตกไปทางฟากอกุศลอยู่ตลอดเวลา คิดดูว่า เราเกิดความฟุ้งซ่านมากกว่าการความสงบนิ่งทางอารมณ์ต่างๆ กี่เท่า ? เกิดความอยากได้ใคร่มี รำคาญไม่พอใจ รักชอบเกลียดชัง มากกว่าความปลอดจากตัณหาต่างๆ และเสียสละมากกว่ากี่เท่า ? เกิดความหมั่นไส้ไอ้อีคนนี้มากกว่ายินดีกับคนอื่นกี่เท่า ? เกิดการเห็นโลกเป็นมายา ว่าเที่ยงแท้ เป็นตัวตน มากกว่าเล็งเห็นตามสภาพความจริงที่ไร้ความยั่งยืน แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และไร้ตัวตนซักกี่เท่า ?

มองให้หยาบแสนหยาบขึ้นเป็นวัตถุนิยมอีก ... ศีล 5 ของเราเป็นอย่างไร ? เรายังสนุกกับการเบียดเบียนทำร้ายตนเองและผู้อื่น ทั้งกายและวาจา อยู่เป็นนิจหรือไม่ ? เป็นความเคยชินหรือไม่ ?

ถ้าระลึกรู้เท่าทันสภาพเหล่านี้ โอกาสแทรกแซงปริมาณกุศลเข้าไปถ่วงดุลก็มีมากขึ้น

เจริญในธรรม และขอให้พ้นทุกข์ครับ

Gow27